
















The Avengers Movie New York Comic Con 2011 Panel



















เขียนไว้ได้หลายวันแล้วตั้งแต่หลังไปดู The Avengers กะที่บ้านมาค่ะ
ตามอ่านธอร์กิมาหลายเรื่อง รู้สึกเหมือนยังไม่เห็นคนเขียนฟิคให้คู่นี้แฮะ เลยขอซะหน่อย ด้วยรักจากใจแฟนเกิร์ลล้วนๆ
*********************************
Rate : ปกติ๊..ปกติมากๆ
Another Side Story (Steve & Stark)
ผมไม่ได้ชอบความขัดแย้ง..แต่บางครั้งมันก็อดไม่ได้....
3 ชั่วโมงที่แล้ว...
ทุกคนลงมารวมตัวในห้องทดลองย่อมๆที่ดร.แบนเนอร์และสตาร์คทำงานอยู่โดยมิได้นัดหมาย และต่างพากันตั้งคำถามด้วยความเคลือบแคลงสงสัยในตัวผอ. นิค ฟิวรี่เรื่องที่เขาปิดบังการลักลอบนำเทซซาแรคมาผลิตเป็นอาวุธมหาประลัย
สตาร์คกับแบนเนอร์พยายามเค้นความจริงอาวุธลับชิ้นนี้ออกมาให้ได้ แต่คนอย่างผอ. ฟิวรี่มีหรือจะจนมุมง่ายๆ เขาโบ้ยเรื่องไปว่าการมีอยู่ของอาวุธมหาประลัยบนโลกก็เพื่อป้องกันผู้รุกรานจากต่างดาวเช่นธอร์ แล้วเรื่องก็เริ่มจะบานปลาย...เมื่อมากคนก็เริ่มมากความเห็น รวมถึงหลายประเด็นก็พัวพันกับหลายคนที่อยู่ในห้องนั้น
ที่จริงผมคงจะไม่ได้ลงไปมีส่วนร่วมวิวาทกรรมกับพวกเขาด้วย ถ้าไม่เป็นเพราะได้ยินสตาร์คพูดประโยคนั้นขึ้นมาลอยๆ
"นิวเคลียร์สักตู้ม เดี๋ยวบรรยากาศมันก็ดีขึ้นเอง"
นิวเคลียร์ หมายถึง...สงคราม หมายถึงความเป็นความตายของทหาร พลเรือน และผู้บริสุทธิ์มากมาย ของแบบนี้ใช่เรื่องที่ควรจะเอามาพูดเล่นหรือ!!
นั่นทำให้ผมอดรนทนไม่ไหวต้องแทรกขึ้นกลางวงสนทนานั่นบ้าง
"นั่นสินะ สตาร์ค ก็นั่นมันอาชีพของคุณไม่ใช่รึ คุณพ่อค้าความตาย ถ้ามีเรื่องนิวเคลียร์เข้ามาเอี่ยวบริษัทของคุณก็อาจมีส่วนรู้เห็นก็ได้"
"อ้าว เฮ้ๆ แล้วทำไมเอาชั้นไปประเด็นด้วยล่ะ" เขาประท้วงขึ้นมาบ้าง
"ปกติก็ชอบเป็นประเด็นอยู่แล้วนี่"
บทสนทนาของผมกับเขาดูจะดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเขายังคงกวนต่อไปไม่หยุดจนน่าโมโห
"ทำตัวเป็นขาใหญ่แบบคุณน่ะ ถอดชุดเกราะแล้วจะเป็นอะไรได้?" ผมเริ่มใส่อารมณ์บ้างแล้ว
เขาสวนทันควัน " มหาเศรษฐีเพลย์บอยอัจฉริยะรูปหล่อแถมยังใจบุญไง" ฟังคำตอบยียวนกวนติ่งของเขาแล้วทำให้ดีกรีความหมั่นไส้พุ่งขึ้นอีกหลายเท่า
... หลงตัวเองนี่หว่า……
"คนเดินดินบางคนมีค่ากว่าคุณสิบเท่า ผมดูคลิปประวัติของคุณแล้ว คุณต่อสู้เพื่อสิ่งเดียวคือตัวเอง ไม่ใช่คนที่จะรับบทเสียสละนอนทับบนลวดหนามที่พื้นให้คนอื่นคลานข้ามไปเลยสักนิด"
ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า....แต่หลังจากสิ้นประโยคนี้ ผมมองเห็นความขมขื่นในดวงตาของเขาขึ้นมาแว่บหนึ่ง...แค่แวบเดียวเท่านั้น
"เหรอ...ถ้าเป็นชั้น ชั้นจะตัดลวดหนามทิ้งซะ"
คำตอบนั่นทำเอาผมอึ้งไป ไม่ยอมจำนนง่ายๆเลยนะผู้ชายคนนี้
"แถไปได้เรื่อยๆนะคุณน่ะ คุณอาจจะไม่ได้มีพิษภัยอะไร แต่หยุดสร้างภาพวีรบุรุษได้แล้ว"
"วีรบุรุษ? อย่างนายน่ะรึ?” เขาแค่นยิ้ม “นายมันก็แค่หนูทดลองในแลปจากงานวิจัยของพ่อชั้นนะ โรเจอร์ส ความเหนือมนุษย์ทุกอย่างของนายมันเกิดมาจากน้ำยาพวกนั้น เผลอๆนับไปนับมาที่จริงนายก็เป็นสมบัติชิ้นหนึ่งของสตาร์คอินดัสทรี่เสียด้วยซ้ำ รู้ไว้ซะ!" ดวงตาคู่นั้นวาววับ น้ำเสียงของเขาฟังดูเยาะหยันในที
เส้นความอดทนของผมขาดผึง.. รู้สึกเหมือนโดนหยามเกียรติกันซึ่งหน้า
"ไปใส่ชุดเกราะ แล้วมาวัดกันสักตั้งเลยดีกว่า!"
"แน่ใจรึว่าอยากทำแบบนั้น เดี๋ยวจะหาว่ารังแกคนแก่ไม่ได้นะ!"
"ผมพร้อมทุกเมื่อ! ไปใส่ชุดเกราะมา!!"
**************************************
เรายังไม่ทันได้โต้เถียงอะไรกันอีก จู่ๆก็เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นปานฟ้าถล่มขึ้นที่บริเวณใกล้เคียงห้องของพวกเรา แรงอัดอย่างรุนแรงทำให้บานกระจกหน้าต่างทุกบานแตกกระจาย ข้าวของในห้องพังพินาศเสียหายปลิวกระจัดกระจายไปทั่ว เปลวไฟและควันดำปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นอะไร ทุกคนกระเด็นกระดอนจากแรงระเบิดไปคนละทิศละทาง ผมเองก็โดนแรงอัดระเบิดเข้าไปไม่น้อย ดีแต่ว่าใส่ยูนิฟอร์มกัปตันอเมริกาเต็มยศเอาไว้เลยไม่เป็นอะไรมากนัก แต่ก็รู้สึกตัวว่าร่างกายตัวเองร่วงทะลุลงไปอีกชั้นหนึ่ง ลึกแค่ไหนไม่รู้ รู้แค่ว่าเจ็บเอาเรื่อง และหูอื้อไปพักใหญ่ ผมพยายามสะบัดหัว ไล่ความงุนงงออกไปแล้วตั้งสติเต็มที่ว่าเกิดอะไรขึ้น...ดูเหมือนว่าเราจะถูกลอบโจมตีเสียแล้ว!!
พอฝุ่นควันจางลง ก็เห็นว่ามีอีกร่างหนึ่งที่ร่วงลงมาพร้อมกันกลิ้งอยู่ใกล้ๆ.... สตาร์คนั่นเอง!
เขามองมาทางผม ผมก็มองไปทางเขาราวกับนัดกันไว้
"ไปใส่ชุดเกราะเร็ว!" นั่นคือคำแรกที่ผมบอกเขา
"ได้เลย ยินดี!" เขาตอบเร็วปรื๋อก่อนจะลุกขึ้นออกวิ่งนำไปโดยมีผมคอยรุนหลังตามไปด้วยติดๆ
ระเบิดเมื่อครู่ทำให้ผมลืมไปเลยว่า เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมานี้เราพึ่งปะทะคารมกันถึงขั้นท้าตีท้าต่อย...
***************************************
ภารกิจใหญ่เฉพาะหน้าของเราคือต้องพยายามทำอย่างไรก็ได้เพื่อประคับประคองเครื่องบินยักษ์ลำนี้ให้บินต่อไปได้จนถึงจุดหมาย หลังจากที่สำรวจความเสียหายแล้วพบว่าใบพัดขนาดใหญ่ข้างหนึ่งของตัวเครื่องถูกแรงระเบิดทำลายจนใช้การไม่ได้ ส่งผลให้เครื่องยักษ์เสียการทรงตัวและทำท่าว่าจะโหม่งโลกในไม่ช้า หากไม่มีใครสักคนรีบออกนอกตัวยานไปแก้ไข ซึ่งหน้าที่อันสำคัญครั้งนี้จะตกเป็นของใครไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ตัวโทนี่ สตาร์ค ชายคนที่ผมเคยปรามาสเขาไว้เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ว่าเป็นพ่อค้าอาวุธที่ขายความตายให้แก่คนทั้งโลก โดยไม่เคยนึกถึงสิ่งอื่นใดนอกจากตัวเอง
เขาตัดสินใจใส่ชุดเกราะเข้าไปดันใบพัดเครื่องขนาดยักษ์นั่นให้หมุนอีกครั้ง สำหรับผม ลำพังแค่รับคำสั่งคอยดึงคันโยกอยู่ด้านนอก ฟังดูเหมือนจะเป็นภารกิจง่ายๆ หากที่จริงแล้วมันเป็นภารกิจที่ต้องใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจกันมากทีเดียว เพราะหากเขาพลาด หรือผมพลาด คนที่เข้าไปเสี่ยงก็มีหวังเละคาใบพัดเท่านั้น ซ้ำร้ายผู้บุกรุกจากภายนอกก็รุกคืบเข้ามาอย่างช้าๆ พร้อมกับซุ่มยิงโจมตีเข้ามาตลอดเวลา จนผมต้องหลบเลี่ยงและหาจังหวะโต้ตอบกลับไป มีอยู่จังหวะหนึ่งที่ผมพลาดร่วงหลุดออกไปนอกตัวเครื่อง ดีที่ว่ายังมือเหนียวเกาะสายไฟแถวนั้นเอาไว้ได้ ไม่เช่นนั้นก็คงสิ้นชื่อไปแล้วเหมือนกัน
เสียงสตาร์คดังขึ้นมาจากเครื่องมือสื่อสาร “ดึงคันโยกเร็ว โรเจอร์ส!”
ผมทำได้แค่ตะโกนตอบไปว่า “เดี๋ยวนะคุณ ขอสักนาทีนึงได้มั้ย ผมกำลังติดพันศึกอยู่!”
สายไฟที่เหนี่ยวไว้เกือบจะหลุดมือไปเสียหลายครั้ง ทำอย่างไรก็ดึงดันตัวเองขึ้นไปไม่ได้สักที ช่วงจังหวะที่ลอยคว้างกลางอากาศ วินาทีที่คาบเกี่ยวระหว่างความเป็นกับความตาย กลับมีความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในสมอง
“ถ้าตกลงไปตายตอนนี้ ใครจะช่วยสตาร์ค?? และถ้าภารกิจนี้ไม่สำเร็จทุกคนจะต้องตายกันหมด เพราะฉะนั้นเราจะยังตายตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด!!”
ความคิดนี้ทำให้ผมเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนไม่รู้ ฮึดสู้จนพาตัวเองกลับขึ้นไปอยู่ในตัวเครื่องได้สำเร็จ สิ่งแรกที่ทำ คือรีบพุ่งตัวไปดึงคันโยกให้ ท่ามกลางห่ากระสุนจากฝ่ายตรงข้ามที่ปลิวมาไม่ขาดสาย พลันมนุษย์ไอพ่นคนหนึ่งก็บินข้ามหัวผมพุ่งถลาเข้าไปไปอัดเจ้าของกระสุนพวกนั้นอย่างรุนแรง และรวดเร็วจนพวกมันหมอบกระแต…
ทัน...ใช่มั้ย?
เขารอดแล้วสินะ
เสียงห่ากระสุนยุติลง การต่อสู้ทั้งหมดดูเหมือนจะยุติลงชั่วคราวเหมือนกัน ผมเดินทะลุเข้าไปในตัวยานด้านใน ก่อนจะทรุดลงไปนั่งลงพิงฝาใกล้ๆกับร่างหุ้มเหล็กที่นอนแผ่สองสลึงอยู่กลางพื้น
“ขอบคุณที่ช่วย สภาพคุณตอนนี้....ดูไม่จืดเลยนะ” ผมหันไปแหย่เขาบ้าง
ไม่สิ ก็แค่พูดตามที่เห็น
เสียงหน้ากากเหล็กที่ถลอกปอกเปิกไปทั้งหน้าเปิดออก เขาหันหน้ามามองผมก่อนจะตอบเสียงเซ็งๆ “คนแก่แถวนี้ชักช้าชะมัดยาด บอกให้ดึงคันโยกก็มัวแต่ทำอะไรอยู่ได้”
“ขอโทษที ตอนนั้นผมหลุดออกไปนอกเครื่องน่ะ” ผมตอบไปตามตรง ไม่ได้นึกโกรธที่ถูกเรียกเป็นคนแก่ “ผิดพลาดทางเทคนิคนิดหน่อย”
“ถ้ากัปตันอเมริการ่วงลงไปตายมีหวังสาวๆทั่วประเทศคงร้องไห้ขี้มูกโป่งแน่ๆ เฮอะ” เขายังคงทำเสียงล้อเลียนต่อ ผมได้แต่นั่งเงียบสักพัก...รู้สึกว่ามีอะไรที่ควรจะต้องพูด และตัดสินใจที่จะพูดออกไป
“เรื่องในห้องเมื่อกี๊...ผมพูดแรงไปหน่อย ถ้ามันทำให้คุณรู้สึกไม่ดีก็ต้องขอโทษด้วย” ผมหันไปมองทางเขา ไม่มีคำพูดใดๆออกจากร่างนั้นที่เอาแต่มองเพดาน ผมจึงพูดต่อ “วันนี้คุณเป็นฮีโร่ตัวจริง ไม่งั้นพวกเราคงตายกันหมด”
เสียงเอี๊ยดอ๊าดของเครื่องจักรกลดังขึ้นเมื่อเขายันตัวลุกจากพื้นมานั่งกอดอกมองผมบ้าง “ไม่ยักกะรู้ว่ากัปตันอเมริกาผู้องอาจจะมีมุมน่ารักแบบนี้กับเขาด้วยเหมือนกัน” เขาหัวเราะเบาๆ รอยยิ้มนั้นช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลายลงไม่น้อย “ช่างมันเถอะ ถือว่าเจ๊ากันไป ชั้นก็ใส่นายไปเยอะอยู่”
อย่างน้อยคำขอโทษก็ช่วยให้บรรยากาศระหว่างผมกับเขาดีขึ้นได้
ระหว่างนั้น เครื่องมือสื่อสารประจำตัวก็ดังขึ้น เป็นเสียงของผอ. ฟิวรี่นั่นเอง
“โคลสันโดนเข้าแล้ว เราพยายามช่วยแล้ว แต่...ไม่ทัน”
ช่างเป็นข่าวร้ายที่สุดของวันนี้จริงๆ....
************************************************
พวกเรากลับมารวมตัวที่โต๊ะประชุมกลางห้องโถงอีกครั้งหลังจากที่เคลียร์พื้นที่เรียบร้อยแล้ว จากปากคำของผอ.ฟิวรี่เมื่อสักครู่ ทำให้เราได้ทราบเพิ่มเติมทั้งข่าวดีและข่าวร้าย ข่าวดีคือ อย่างน้อยเราก็ยังรักษาตัวยานเอาไว้และยังบินต่อไปได้ แม้จะมีเจ้าหน้าที่ในยานได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง แต่ข่าวร้ายมีมากกว่านั้น โลกิหลุดจากห้องกระจกที่คุมขังหนีไปได้ ยานหลายส่วนได้รับความเสียหาย ธอร์และดร.แบนเนอร์หายไปจากยาน ยังหาตัวไม่พบ คาดว่าคงจะตกลงไปยังพื้นโลกและไม่ทราบชะตากรรมว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่ที่น่าเศร้าที่สุด คือการที่ได้รู้ว่า จนท.โคลสัน เพื่อนตัวเล็กของพวกเราจากไปอย่างไม่มีวันกลับด้วยฝีมือของโลกิ
ความตายของโคลสัน ช็อคความรู้สึกของผมไม่น้อย แม้จะไม่ได้รู้จักกันมากมายเป็นการส่วนตัว แต่อย่างน้อยก็เป็นคนใกล้ตัวที่เคยเห็นหน้าค่าตากันมา จู่ๆมาจากไปกะทันหันแบบนี้ก็น่าใจหาย ผอ.ฟิวรี่ มองหน้าผม พร้อมกับควักอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อ ร่อนมันลงบนโต๊ะ
“เราพบนี่ในกระเป๋าเสื้อนอกของเขา เขาเก็บไว้กับตัวตลอดเวลา น่าเสียดายที่ยังไม่ทันได้ให้คุณเซ็นต์”
สิ่งที่กระจายอยู่ตรงหน้าผมตอนนี้ คือการ์ดรูปกัปตันอเมริกาในแบบต่างๆหลายใบ ผมหยิบขึ้นมาพิจารณาดูช้าๆ ดูจากสภาพก็รู้ว่าเป็นของเก่า แต่ได้รับการเก็บรักษาเป็นอย่างดี ที่น่าสลดใจ คือหลายใบเปื้อนเปรอะเลือดสดๆของมนุษย์...เลือดของเจ้าตัวเอง... ผมหวนระลึกถึงท่าทางที่ดูตื่นเต้นเหมือนเด็กๆตอนได้เจอซูเปอร์ฮีโร่ที่ตัวเองชอบตัวเป็นๆของโคลสันได้เป็นอย่างดี ท่าทางเขาดูกระตือรือล้นอยากได้ลายเซ็นต์ของผมเอามากๆ แต่...คงไม่มีโอกาสได้พบกันแล้ว
ผมนิ่งเงียบไปสักพัก ปล่อยใจไปกับความคิดตัวเองอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แล้วจึงค่อยหันไปมองสตาร์คบ้าง เขาเบือนหน้าหนีออกจากโต๊ะประชุม ไม่ยอมมองหน้าใครและไม่พูดอะไรเลยสักคำ ท่าทางของเขาดูเหมือนช็อคยิ่งกว่าผมเสียอีก ...ชั่วขณะหนึ่งที่เขาหันมามองทางผม เอาอีกแล้ว ...ผมมองเห็นความเศร้าปนขมขื่นอยู่ในดวงตาคู่นั้นเต็มไปหมด เขาเงียบไปเนิ่นนานจนน่าอึดอัด แล้วก็ลุกเดินจ้ำพรวดหายไปใน หลืบหนึ่งของยานอย่างรวดเร็ว ท่าทางเขาคงจะสนิทกับทางโคลสันมากพอสมควรถึงได้รู้สึกแย่ขนาดนี้ ผมลังเลนิดหน่อย แล้วจึงตัดสินใจวิ่งตามเขาออกไป ....ดีกว่าอยู่เฉยไม่ทำอะไรสักอย่าง
ผมเดินตามหาเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะได้เห็นสตาร์คยืนหลบมุมอยู่ข้างเสา เขาดูเงียบขรึม สายตาเหม่อมองออกไปเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด น่าแปลกที่คนที่เคยดูพูดมาก แถไปได้เรื่อยๆ ออกจะห่ามๆ แนวๆ ไม่ค่อยสนใจความคิดเห็นของใครจะมีมุมเศร้าแบบนี้ด้วย
ไม่อยากเห็นเขาเป็นแบบนี้เลย....
********************************************
ผมลองเปิดฉากพูดคุยขึ้นมาก่อน
“คุณมาอยู่นี่เอง..ผมเสียใจด้วย เรื่องคุณโคลสัน”
แต่เขายังคงนิ่ง
“ดูท่าทางเขาเป็นคนดีนะ คุณคงรู้จักเขามานานแล้ว”
“ใช่” เขารับคำสั้นๆ
“ขอโทษนะ...แบบว่า เขามีครอบครัวแล้วรึยัง”
“ยังหรอก แค่เคยคบกับคนสีเชลโล่น่ะ”
“งั้นเหรอ น่าเสียดายที่อายุสั้น...”
“ก็เพราะเจ้านั่นมันโง่น่ะสิ...ไปสู้กับโลกิเองได้ยังไง นั่นมันเทพเจ้านะ! มวยข้ามรุ่นชัดๆ” น้ำเสียงของเขาดูขัดเคืองใจไม่น้อย
“อย่าไปว่าเขาเลย คนก็ตายไปแล้ว เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาคงพยายามทำดีที่สุดแล้ว” ผมพยายามจะเตือนเขา แต่ดูเหมือนว่าไม่ได้ผล
“รู้ทั้งรู้ว่าสู้ไม่ได้ ยังไม่รู้จักหลบไป ไม่รู้จักรอ....ทั้งที่เขายังไม่สมควรจะต้องตาย” น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววเศร้าจนผมรู้สึกได้ ทำเอาผมพูดไม่ออกไปเหมือนกัน
“นายอยากฟังนิทานสักเรื่องมั้ย โรเจอร์ส?” เขาหันมาถามผม
“เอาเลย ถ้าคุณอยากเล่า” ผมพยักเพยิด
“ครั้งหนึ่ง ไม่นานเท่าไหร่ มีเศรษฐีหนุ่มไฟแรงคนหนึ่ง เขาเป็นทั้งนักประดิษฐ์ และเจ้าของบริษัทขายอาวุธ อยู่ดีไม่ว่าดีเกิดจะไปพรีเซนต์อาวุธที่อัฟกานิสถาน แต่โชคร้าย โดนลักพาตัวไประหว่างทาง แถมยังซวยซ้ำซ้อน โดนสะเก็ดระเบิดที่บริษัทตัวเองผลิตระเบิดใส่ พวกที่จับตัวเขาไปผ่าเอาสะเก็ดระเบิดออกให้ได้บางส่วน แต่ก็ยังเหลือลูกปรายอีกเยอะในตัวเขา และมันกำลังคืบคลานเข้าสู่หัวใจ เลยจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์พิเศษเสียบพลังงานกับแบตฯรถฝังไว้กลางอกเพื่อกันไม่ให้ลูกปรายพุ่งเข้าสู่หัวใจ ยื้อความตายออกไปได้อีกหน่อย ...”
ผมนิ่งฟังอย่างตั้งใจ....ดูเหมือนเขาอยากจะบอกอะไรบางอย่าง
“...สองเดือนกว่าที่เขาถูกจับอยู่ที่นั่น เขาโดนพวกมันบังคับให้สร้างอาวุธร้ายแรงให้ เขาคงจะไม่รอดตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาแล้ว ถ้าไม่ได้พบดร.สติเฟื่องคนหนึ่งที่สื่อสารกับพวกนั้นรู้เรื่องคอยช่วยเหลือทุกอย่าง เศรษฐีโคตรซวยคนนั้นรู้อยู่แล้วว่า ไม่ว่าจะสร้าง หรือไม่สร้างอาวุธให้ยังไงก็ต้องตายอยู่ดี จึงร่วมมือกับดร. เพื่อนใหม่ของเขา คิดประดิษฐ์ชุดเกราะจากวัสดุเท่าที่หาได้ทั้งหมดรอบตัวเพื่อหาทางหนีออกไปด้วยกัน แต่พระเจ้าคงเล่นตลก เพราะการแอบประดิษฐ์ชุดเกราะนั้นโดนจับได้ทั้งที่ชุดยังไม่เรียบร้อยดี ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ดร. คนนั้นตัดสินใจออกไปขวางทางพวกศัตรูให้ทั้งที่ตัวเองจับปืนยังไม่คล่องด้วยซ้ำ เพื่อถ่วงเวลาให้เขาได้มีโอกาสหนี ....”
“แล้ว....ดร.คนนั้นเป็นยังไงบ้าง?”
“จะเหลือรึ...คนๆเดียวกับพวกมันตั้งเท่าไหร่ เขาถูกยิงตาย...” น้ำเสียงของเขาแผ่วลงตอนท้าย
“ไม่น่าเลยนะครับ”
“แต่เจ้าดร.นั่น กลับดูยินดีที่จะได้ตาย...คำพูดสุดท้ายของเขาบอกว่า นั่นเป็นหนทางที่เขาเลือกเองเพื่อจะได้ไปหาลูกเมียที่อยู่บนสวรรค์ ช่างโง่เขลา บ้าบิ่นสิ้นดี จนชั้นต้องจดจำคนแบบนี้ไปจนวันตาย....”
นี่คงไม่ใช่นิทานแล้วล่ะ...
ผมพอจะเข้าใจแล้วว่าเขาหมายถึงอะไร ความตายของโคลสันเหมือนภาพทับซ้อนความเจ็บปวดในอดีตที่เขาเคยเผชิญมา มิน่าเล่าเขาถึงได้ดูสะเทือนใจยิ่งกว่าใคร
“จบแค่นี้แหละ มันก็แค่..นิทานหลอกเด็กน่าเบื่อสักเรื่อง” เขาเสมองไปทางอื่น “ฟังผ่านหูไปก็พอ ไม่ต้องจำให้รกสมองหรอก”
“ไม่เลย มันไม่ได้น่าเบื่อสักนิด ขอบคุณที่เล่าให้ฟัง นิทานของคุณจบเศร้านะ แต่ผมอยากต่อให้อีกนิดดีมั้ย ว่าถึงยังไงชายเศรษฐีคนนั้นก็ยังมีชีวิตยืนยาวต่อมา โดยได้ใช้ชีวิตที่ดร.ช่วยเอาไว้ให้เป็นประโยชน์ต่อโลกมากที่สุด ... เหมือนอย่างที่ทำอยู่ตอนนี้” ผมตั้งใจเน้นประโยคนี้ด้วยการมองหน้าเขาตรงๆ คนฉลาดแบบเขาคงรู้ว่าผมจะหมายความว่าอย่างไร
"ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จำไว้ว่าคุณยังมีพวกเรา..ยังมีผม ที่พร้อมจะต่อสู้ไปด้วยกัน"
ฟังแล้วเขาจะคิดยังไงบ้างผมไม่แน่ใจ...
แต่ก็หวังอยู่ลึกๆว่าคำพูดพวกนี้จะทำให้คนฟังรู้สึกดีขึ้นได้แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี...
ผมมองเห็นดวงตาที่เคยเศร้าหมองของคนตรงหน้ากลับมีแววสดใสขึ้นมาบ้าง
"หึๆ " เขาหัวเราะเบาๆในลำคอ "คำพูดคำจาเชยๆ ของนายฟังแล้วมันเลี่ยนหูชะมัด....แต่บังเอิญว่าชั้นชอบว่ะ"
ยิ้มแล้ว..
รอยยิ้ม และวิธีพูดกวนๆแบบที่เคยเห็นกลับมาอีกครั้ง
เขาไม่ได้หยุดแค่นั้นหรอก...ยังคงต่อด้วยประโยคจิกกัดแสบๆคันๆนิดหน่อยตามประสา แต่ก็ช่างมันเถอะ ถือซะว่าไม่ได้ยิน
เพราะแค่ได้เห็นรอยยิ้มของเขาอีกครั้ง.... แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว..
Fin.
*********************************************
แฮ่ จบแล้วค่ะ
ที่มาของฟิคเรื่องนี้ สารภาพเลยว่าชอบ และฟินคู่นี้มากตั้งแต่ดูในโรงแล้ว ในขณะที่คู่พี่น้องธอร์กิ พึ่งจะมาพีคเอาตอนที่กลับบ้านมาแล้วมานั่งดูธอร์ไปด้วยนั่นแหละ เลยกรี๊ดไปอีกคู่ (คุณคริส คุณทอมตัวจริงคู่นี้แกก็น่ารัก เลิฟๆกันดี ดูแล้วชื่นจาย ฮาๆ) คนที่เราปลื้มที่สุดในหนังเรื่องนี้คือโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ค่ะ ปลื้มมากตั้งแต่เชอร์ล็อก โฮล์มแล้ว เวลาแกอยู่กะคุณวัตสันแล้วโลกมันดูสวยงามชะมัด (อะฮ้างงง) ก็ที่จะมาดูก็มาดูไอร่อนแมนนี่ล่ะค่ะ แล้วก็ฟินมาก เพราะในเรื่องแกเด๊น..เด่น คนอะไรสารพัดประโยชน์จัง
ตั้งใจเขียนไทม์ไลน์ตามในหนังเลย พอดีเปิดแบบพากย์ไทยนั่งดูไปด้วย ซีนที่ติดใจตั้งแต่ในโรง คือทำไมคุณโทนี่ต้องทำหน้าเศร้า หมาหงอย ขนาดนั้นตอนที่รู้ว่าโคลสันเด๊ดสะมอเร่ อีตาโคลสันไปโผล่ตั้งหลายเรื่อง จำเพาะต้องมาเป็นคุณโทนี่ที่แสดงออกเยอะกว่าใคร Why? ประกอบกะได้ดูไอร่อนแมน 1 และ 2 ต่อ ก็เลยว่ามันน่าจะเอามาผสมกันได้ (เรอะ???) แถมคุณตี๊ฟแกก็ออกจะดูห่วงใยลุง(??) ปานนั้น (หรือจริงๆเป็นเพราะเหลือกันแค่สองคนแล้วก็ได้มั้ง คนอื่นตกยานไปหมด 555) เลยออกมาอย่างที่เห็นล่ะค่ะ ไม่รู้ว่าจะมีแฟนเกิร์ลของคู่นี้บ้างมั้ยน้าาา แต่ส่วนตัว สำหรับคู่นี้ดูจากในหนังแล้วบอกตามตรงว่าอารมณ์แบบกล้ามดันกล้ามอ่ะค่ะ OTL...จะให้มันวี้ดวิ้วมากกว่านี้เขียนไม่ได้จริงๆ เลยออกมาเป็นแนวแบบที่เห็น
ไม่ได้เขียนฟิคนานมากกกก จากภารกิจหลายๆอย่างในชีวิต เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่เข็นออกมาได้จนเสร็จในรอบหลายๆปีทีเดียว ก็ต้องขอบคุณหนุ่มๆที่เพิ่มพลังชีวิต และพลังจิ้นให้อิชั้นมากมายขนาดนี้ เลิฟๆทุกคนเลย
เอาไว้เรื่องหน้า เอาธอร์กิมั่งดีมั้ยคะ ^__^
























































