ช่วงวันสองวันที่ผ่านมา ไม่ต้องแปลกใจ ถ้าเห็นเราขึ้นหัวเอ็มว่า กำลังเร่งปั่นงานอยู่ มีอะไรทักทิ้งไว้ได้
//แต่จริงๆก็แอบคุยไปเยอะแหละ
ก็รีบจริงๆ รีบปั่นงานส่ง กะว่ายังไงต้องส่งในอาทิตย์นี้ไม่เกินอังคารนี้ให้ได้
โฮยยย หัวอกคนแปลมันเป็นแบบนี้นี่เอง...ความรู้สึกของการแปลการ์ตูนจบไปอีกเรื่อง...รู้สึกดีจริงๆแฮะ
จริงๆแล้วถ้าไม่อู้ หรือขี้เกียจ งานคงจะเสร็จเร็วกว่านี้เยอะ อาจจะเสร็จไปตั้งแต่กลางเดือนแล้ว ป่านนี้ก็รับทรัพย์กันไป แต่นี่เพราะว่าอู้ อู้ และอู้ ก็เลยต้องมาเร่ง เร่ง และเร่งแบบนี้
จริงๆแล้วคุณบ.ก.แกก็ดี๊ดีนะ ไม่ตามไม่ทวง แต่เรากลับรู้สึกว่าเออต้องเร่งและต้องกำหนดเด๊ดไลน์ตัวเองได้แล้ว ไม่งั้นมันจะยืดยาด ยืดดดดด---ดดด และยืดออกไปอีก
เลยฮึดปั่นงาน ในที่สุดก็เสร็จ ส่งไปเมื่อบ่ายนี่เอง
ทุกครั้งที่แปล เหมือนได้เจอแบบฝึกหัดภาษาญี่ปุ่นใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ ถามว่ายากมั้ย? ยากนะ ยังยากอยู่ทุกเล่ม ทุกครั้งที่แปลเลย แต่ก็ท้าทายมาก เพราะเราไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อนเลยว่าเรื่องจะเป็นยังไงไปยังไง และสำคัญคือเราต้องอ่านเองให้รู้เรื่องถึงจะถ่ายทอดออกมาให้คนอ่านรู้เรื่องด้วย
ถ้าคนแปลยังอ่านเองไม่รู้เรื่อง แล้วจะแปลให้คนอ่านรู้เรื่องได้ด้วยยังไงล่ะ? ใช่แมะ?
เล่มนี้ก็เหมือนกัน จบแล้วแท้ๆ แต่ยังไม่วายทิ้งทวนความยากให้เราเวียนหัวเล่น
ทีแรกก็นึกว่าจะง่าย เห็นข้ามๆๆได้หลายหน้า แต่เอาเข้าจริงๆ รู้เลยว่า ตายละ นี่ถ้าเราไม่อ่านให้ดีๆเราต้องตีความผิดไปไกลมากๆเลยแน่ๆ ผิดหลายตำแหน่งเลยแหละมาแก้เองอีกเพียบ
สำหรับคนแปลหลายๆท่านอาจจะมีเทคนิคในการแปลต่างกันออกไป ส่วนตัวเราก็มีเหมือนกันค่ะ คือถ้าแปลๆไปแล้วตรงไหนอ่านยังไงก็ไม่เก็ท เราจะแปลแบบมั่วลงไปตรงนั้นก่อนเลยแล้วแปลส่วนที่เหลือต่อไปเรื่อยๆ ติดตรงไหนก็ทำแบบนี้อีก คือพยายามแปลลงไปให้หมดก่อน จะผิดจะถูกช่างมัน ขอรวมๆให้เสร็จทั้งหมดก่อน แล้วค่อยมาปรูฟงานทั้งหมดกันอีกที
ที่ทำแบบนี้เพราะว่า ถ้ามัวแต่ยึดติดตรงส่วนที่แปลไม่ได้ ก็จะแปลไม่ได้อยู่ตรงนั้นแหละ ทางที่ดีสู้แปลที่เหลือให้หมดไปก่อน บางทีส่วนที่เราไม่เข้าใจ เราจะเข้าใจได้ถ้าได้ประมวลเนื้อเรื่องมาปะติดปะต่อกัน
ซึ่งหนนี้ก็เป็นจริงอย่างที่คิด คือ มีหลายส่วนมากๆที่ตัวเองยังไม่เข้าใจ หรือแปลแล้วแปลกๆ
ภาษาไทย เราแปลก็อยากให้อ่านรู้เรื่องออกมาเป็นภาษาไทย ไม่ใช่แปลตรงๆทื่อๆตามตัวหนังสือเลย ปกติภาษาญี่ปุ่นจะกลับหน้ากลับหลังกับภาษาเราอยู่แล้ว ถ้าทำออกมาได้ไม่ดี มันก็น่าเสียดายที่จะทำให้ผู้อ่านเสียอรรถรสในการอ่านไปเยอะ ดังนั้นเราจะชอบนะ ถ้าเจอการ์ตูนเล่มไหนอ่านแล้วคำแปลดี สละสลวย ไม่ต้องถึงกับเพราะเวอร์เป็นกวี แต่อ่านแล้วเข้าใจ อิน เก็ทได้ง่าย แค่นี้ก็ถือว่าเยี่ยมนะ
ถ้าแปลแล้วติด จริงๆก็ทำหลายอย่างมาก ทั้งกดดิกกด เปิดดิกยุ่นไทย เปิดดิกในยาฮูเจแปน เปิดบาเบลฟิชเผื่อช่วยอะไรได้ แล้วก็ประกอบกับการประมวลผลทั้งหมดที่แปลๆมา
พอกลับมาคิดอีกรอบ กลับมาอ่านดีๆ ก็สามารถทำความเข้าใจได้เกือบทั้งหมด (แฮะๆ แสดงว่าส่วนที่เวิร์บทูเดาเนียนๆมันก็มีเหมือนกันไง) และก็รู้ด้วยว่า ทีแรกน่ะ เราแปลไปว่ายังไง มันออกอวกาศขนาดไหน...
ถ้าไม่แปลซ่อมล่ะคนอ่านอ่านไม่เข้าใจแน่เลยวุ้ย..
ซ่อมแล้ว ก็ต้องเรียบเรียงคำพูดใหม่ให้อ่านรู้เรื่องด้วย..แต่ละคนมีสำนวนการแปลไม่เหมือนกัน พูดยากเหมือนกันแฮะ แต่ก็พยายามจะแปลให้อ่านรู้เรื่อง เข้าใจ และไม่เฟ้อ ไม่มั่ว
ทำอยู่นานมากเลยตอนปรูฟ เล่นเอาตาลาย...
ทั้งที่จริงๆค่าแปลน่ะ..ไม่เท่าไหร่เลยต่อเล่ม หลังๆมีโดนหักภาษีอีกด้วยนะ (อะไรนักหนาเนี่ยยยยค่าแปลก็น้อยอยู่แล้วยังจะหักอีกกก) นั่งตาเหล่ คิดกันหัวแทบแตก ฮาๆ...(แต่ถ้าไม่แปลนะญี่ปุ่นที่เรียนมาแทบตายมันต้องลืมหมดแน่เลย คงเสียดายมากๆ นี่ถือว่าอย่างน้อยก็เป็นแบบฝึกหัดแล้วกัน)
แม่ยังถามว่า คุ้มเหรอเนี่ย ...ทำแล้วก็ต้องนอนดึกๆ เงินก็น้อย
นอนดึก ฮาๆ..เราคงจัดเวลาไม่ค่อยดีเองน่ะ มันคงไม่เกี่ยวกับว่าคุ้มหรือไม่คุ้มมั้ง เงินคงเป็นเรื่องรองๆ พอดีว่าไม่ได้ขนาดแปลเป็นอาชีพ ก็แปลเป็นงานพิเศษน่ะ อย่างเก่งก็เดือนละเล่ม ถือเป็นความสุขที่ได้ทำ ยิ่งเราโชคดีได้แปลของคนวาดที่ปลื้มด้วย มันก็เป็นแรงผลักดันมากๆที่อยากจะแปลให้ดีๆ ต้นฉบับเค้าอยู่ในมือเรา เราก็อยากทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ล่ะนะ
ก็ยังคงทำงานที่รักนี้ต่อไป...ว่าแล้วต้นฉบับเล่มต่อไปก็มาอีกแล้ว ฮาๆ เคลียร์ได้เล่มเดียวยังเหลืออีกเล่ม อ๊าาาา
ชีวิตมีสีสันดีเนอะ..55 งานมาเป็นระลอกๆเลย
) แล้วก็ขีดเส้นใต้ไว้กลับไปดูอีกทีหลังแปลเสร็จ