2012/Sep/01

เป็นฟิคที่ใช้เวลาเขียนนานกว่าที่คิดมวากกก....เพราะงานหลวงเข้าชนงานราษฎร์กระเด็นไปหลายลี้ (???) งานเข้าค่ะงานเข้า แล้วอะไรที่อยากเขียนก็เยอะกว่าที่คิดไว้ เลยกลายเป็นฟิคยาวอีกเรื่องที่ยังไม่จบ แต่ใกล้แล้วล่ะ

ไม่รู้จะยังมีคนตามอ่านอยู่มั้ย ฮ่าๆ

***********************************

Daydream (Part 1)

The Avengers Fic (Tony/Steve)

Rate :  ...อ่านแล้วลองพิจารณาดูเองนะจ๊ะ หุๆ

อ้างอิงบางตอน จาก Captain America the 1st Avengers

 

อดีตที่ผ่านมา ไม่อาจหวนคืน..

เครื่องบินรบลำใหญ่ถูกยิงที่ส่วนแพนหางจนเกิดไฟลุกไหม้  เครื่องเริ่มเสียการทรงตัว ไม่สามารถบังคับทิศทางได้อีกต่อไป  นกยักษ์ส่ายไปมาและทำท่าว่าจะโหม่งโลกในอีกไม่ช้า   ชายหนุ่มในเครื่องแบบทหารทราบชะตากรรมของตัวเองดี  เขาตัดสินใจกดปุ่มวิทยุสื่อสารต่อสายหาหญิงสาวที่เขาถวิลหามากที่สุด

 “โรส  ผมขอโทษนะ...ผมคงไปเต้นรำกับคุณตามนัดของเราไม่ได้แล้ว..”

ที่ปลายสาย  หยดน้ำตาของหญิงสาวในชุดเครื่องแบบสีกากีค่อยๆไหลลงมาอาบแก้ม... หล่อนรู้ดีว่าเขาหมายความว่าอย่างไร   น้ำเสียงสั่งลาครั้งสุดท้ายจึงสั่นเครือผ่านวิทยุสื่อสาร

“ไม่เป็นไรค่ะเฮนรี่  แต่ชั้นยินดีจะรอ...จะรอคุณตลอดไปนะคะ”

“โรส..ผมรักคุณ”

“ชั้นก็รักคุณค่ะเฮนรี่”

ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าการจากลาชั่วชีวิตกำลังรออยู่ตรงหน้า แต่ยังต้องฝืนใจเอื้อนเอ่ยคำร่ำลากับคนสำคัญของตัวเอง  มันช่างเป็นอะไรที่เจ็บเสียยิ่งกว่าเจ็บทั้งคนที่อยู่และคนที่กำลังจะจากไป 

เสียงระเบิดดังสนั่นผ่านวิทยุเพียงแวบเดียว ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลง...

“เฮนรี่!! เฮนรี่!! ไม่นะคะ... ไม่!!”

***********************************

 “ไม่!!”

ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ล่ำสัน เจ้าของเรือนผมสีทองนุ่มนวลและดวงตาสีฟ้าสุกสกาว  ลุกพรวดพราดขึ้นยืนพร้อมกับตะโกนออกมาเสียงดังลั่น  เล่นเอาคนข้างๆที่กำลังนั่งเอกเขนกดูหนังผ่านจอ LED ขนาดมหึมาอย่างเพลิดเพลินไปพร้อมๆกับเอนจอยอีทติ้งป๊อปคอร์นในถุงใหญ่อยู่บนโซฟาตัวเดียวกันถึงกับสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ  ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ ด้วยปฏิกิริยาโต้ตอบอัติโนมัติ ทำให้เจ้าตัวเผลอเอามือไปบีบถุงป๊อปคอร์นอย่างแรงจนของกินข้างในหกกระจุยกระจายออกมาอยู่ข้างนอกเกือบหมด

บรรยากาศยามสายของวันอาทิตย์ที่แสนสบายพังทลายในพริบตา...

โทนี่หันไปมองหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม

“ไม่...ของนายนี่ หมายถึง ไม่ต้องกงต้องกินมันแล้วใช่มั้ย? ตกลงนี่นายกำลังดูหนังสงคราม หรือเชียร์มวยอยู่ไม่ทราบ?... คุณกัปตัน”

ภาพความวินาศสันตะโรของป๊อปคอร์นที่เลอะตัวโทนี่และหล่นเกลื่อนพื้นห้อง ทำให้ชายหนุ่มร่างใหญ่ได้สติ  เขาได้แต่ยิ้มแห้งๆ  “ขอโทษ... พอดีดูหนังแล้วคิดอะไรเพลินไปหน่อยน่ะ  เดี๋ยวผมเก็บกวาดให้เอง”

“ไม่ต้อง..เดี๋ยวให้จาร์วิสจัดการก็ได้”  ชายหนุ่มใหญ่ทำเสียงขึ้นจมูกเหมือนงอนนิดๆที่พ่อตัวดีข้างๆทำให้เขาอดกินของอร่อยไปอย่างน่าเสียดาย ก่อนจะลุกขึ้นปัดเศษป๊อปคอร์นออกจากตัว  

“จาร์วิส! ส่งมือขยันมาทำความสะอาดให้หน่อยซิ”   สิ้นคำคุณเจ้าบ้าน  อุปกรณ์ทำความสะอาดอัติโนมัติขนาดเล็กก็ค่อยๆเคลื่อนตัวเข้ามาจากมุมห้อง ตรงเข้าจัดการกับซากอารยธรรมบนพื้นแบบเงียบเชียบอย่างรู้งาน

“เสียฤกษ์หมด เปลี่ยนเสื้อดีกว่า”

โทนี่เดินลิ่วๆหายเข้าไปด้านใน   สตีฟมองตามร่างสันทัดนั้นไปแบบรู้สึกผิดเต็มประตู แต่ไหนๆก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว เขาจึงหันกลับไปสนใจเรื่องราวในหนังต่อไป

****************************************

ฉากการต่อสู้กันของทหารฝ่ายอักษะและฝ่ายสัมพันธมิตรในขบวนรถไฟที่แล่นผ่านหุบเหวอันปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนเบื้องล่าง นายทหารฝ่ายสัมพันธมิตรเคราะห์ร้ายรายหนึ่งพลาดท่าถูกเหวี่ยงกระเด็นหลุดออกไปนอกตัวรถไฟ เขาทำได้เพียงแค่คว้าชิ้นเศษเหล็กข้างตัวรถเหนี่ยวไว้ ปล่อยให้ร่างห้อยอยู่กลางอากาศอย่างน่าหวาดเสียว

“อัลเฟรด.....อึก ...  ช่วยด้วย   ช่วยชั้นด้วย”

“เรย์โนล! ...จับมือชั้นไว้เร็วเข้า!!”

สองมือของทั้งผู้ต้องการความช่วยเหลือและผู้มาช่วยเหลือต่างฝ่ายต่างเอื้อมเข้าหากันสุดแรงจนเกือบจะถึงอยู่แล้ว  หากทว่าชิ้นเศษเหล็กไม่อาจทานน้ำหนักคนและแรงเหวี่ยงกระแทกไหว จึงหักหลุดออกตัวรถ ส่งผลให้ร่างนั้นร่วงลงสู่หุบเหวลึกเบื้องล่างไปต่อหน้าต่อตาเพื่อน

 เสียงร้องขอความช่วยเหลือครั้งสุดท้ายของเพื่อนผู้โชคร้ายยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท นายทหารหนุ่มเบือนหน้าที่เปื้อนน้ำตาเข้าซบกับฝ่ามือตัวเองอย่างปวดร้าว 

สงครามและความตายกลายเป็นบาดแผลฝังลึกในความทรงจำอย่างไม่มีวันลบเลือน  …

*******************************************

คุณเจ้าของตึกเดินกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับเสื้อยืดตัวใหม่

 “ไง...ถึงตอนไหนแล้วล่ะคุณปู่   ชั้นพลาดตอนสำคัญตอนไหนไปรึเปล่านั่น.......” 

ไม่มีคำตอบใดๆจากอีกฝ่าย...

โทนี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย  เขม้นมองไปทางคนฟังอีกครั้งแล้วก็ต้องชะงักไป...

ไม่ใช่ว่าหนังกำลังถึงฉากน่าตื่นเต้นจนลืมหายใจหรือกำลังมีฉากเข้าด้ายเข้าเข็ม โจ๊ะพรึมๆของพระนางแต่อย่างใด    ยามนี้หนังในจอจบลงแล้วและกำลังขึ้น End Credit อยู่เป็นพรืด   หยดน้ำตาที่รินไหลเป็นทางออกมาจากดวงตาสีฟ้าใสของคนข้างนอกจอนั่นต่างหากที่เหนือความคาดหมายไปมาก  ท่าทางแปลกๆของคนหนุ่ม ทำให้เจ้าของตึกและเจ้าของหนังต้นเหตุรู้สึกคันปากจนอดไม่ได้ต้องเอ่ยถาม

“สตีฟ..?   หนังมันเศร้ามากขนาดนั้นเลยรึ?   ถ้าไม่ชอบเราเปลี่ยนไปดูเรื่องอื่นกันก็ได้นะ  ”

“ไม่มีอะไรครับ”  ชายหนุ่มผมทองหันมาฝืนยิ้มน้อยๆให้  “มันแค่...บังเอิญไปคล้ายกับชีวิตจริงของผมมากไปหน่อยเท่านั้นเอง”  เขาป้ายน้ำตาออกจากสองแก้มของตัวเองอย่างลวกๆก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปจากที่นั่งประจำหน้าจอเสียดื้อๆ

 บรรยากาศในห้องออกแนวอึมครึม วังเวงไปชั่วอึดใจใหญ่ คงเหลือไว้แต่เสียงจากโทรทัศน์ดังออกมาเป็นระยะ

เจ้าบ้านอย่างโทนี่นั่งลงตรงหน้าโซฟาอีกครั้งก็จริง หากแต่ใจไม่ได้มีสมาธิอยู่ที่เนื้อหาของหนังเรื่องต่อไปอีกแล้ว มันไปโฟกัสอยู่ที่ท่าทางเศร้าๆของคุณกัปตันหน้ามนคนนั้นเสียหมด

กำลังคิดว่าจะทำอย่างไรกับสถานการณ์น่าอึดอัดตรงหน้าดี  ก็พอดีกับที่มีเสียงโทรศัพท์มือถือดังแทรกขึ้นมา  โทนี่ยกมันขึ้นรับสายด้วยหน้าตาบอกบุญไม่รับเท่าไหร่นักที่ดันมีคนโทรหาในเวลาที่เขาไม่อยากติดต่อใครแบบนี้

“หือ??   ประชุม?...   บ่ายนี้?  ที่ไหน?  ทำไมไม่เห็นรู้เรื่อง??   อะไรกัน.... นี่มันวันอาทิตย์ วันพักผ่อนของชั้นนะ!!  แล้วมาบอกอะไรป่านนี้!?” น้ำเสียงของเจ้าบ้านเข้มขึ้นเรื่อยๆ จากที่อารมณ์ไม่ค่อยจอยอยู่แล้วก็ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก

“...ก็ได้  เดี๋ยวชั้นตามไป  จัดเตรียมทุกอย่างไว้ให้เรียบร้อยด้วยล่ะ”  เรียวนิ้วของเจ้าของโทรศัพท์กดตัดสายทิ้งไปอย่างหัวเสียแต่ก็พยายามข่มอารมณ์เอาไว้ มีอย่างที่ไหนเรียกประชุมด่วนถึงแคนาดาในวันอาทิตย์โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ถึงแม้ทางปลายสายจะขอโทษขอโพยบอกว่าเป็นเรื่องด่วนและสำคัญมากจริงๆก็เถอะ

จะไม่ให้เตรียมตัวกันเลยหรือยังไง....

“จาร์วิส...เตรียมเครื่องบินส่วนตัวให้ชั้นที บ่ายนี้จะไปประชุมที่โตรอนโต” เขาร้องสั่ง AI อัจฉริยะส่วนตัวที่เป็นเสมือนเลขาคู่ใจ

//รับทราบครับ เจ้านาย//

“สตีฟ..”  โทนี่เดินตามเข้าไปหาถึงมุมเคาน์เตอร์ด้านใน  “ชั้นโดนลากไปประชุมที่แคนาดาบ่ายนี้  ไว้เจอกันพรุ่งนี้แล้วกันนะ   มีพิซซ่าแช่แข็งกับเฟรนช์ฟรายด์อยู่ในตู้เย็น   ถ้าอยากกินก็จัดการเองได้เลย   อะไรไม่รู้ให้ถามจาร์วิส ขออย่างเดียว....อย่าทำครัวระเบิดก็ใช้ได้ โอเค้?   อ้อ...หรืออยากไปกินข้างนอกก็ตามใจ   ไปล่ะ..”  เจ้าบ้านหนุ่มใหญ่เดินมาสั่งรวดๆก่อนจะโบกมือบ๊ายบายขอตัวแยกไปจัดการเรื่องของตัวเอง

....ทั้งที่ใจครึ่งหนึ่งก็อดรู้สึกเป็นห่วงท่าทางเศร้าซึมแปลกๆของคุณปู่หน้ามนคนนั้นไม่ได้

*********************************************

โทนี่เดินทางออกจากตึกไปประชุมด่วนยังต่างแดนได้ครู่หนึ่งแล้ว  คงเหลือแต่เพียงคุณกัปตันหนุ่มอยู่เพียงลำพังในห้องกว้างเวิ้งว้างชั้นบนสุดของสตาร์คทาวเวอร์

สตีฟ โรเจอร์ส นึกไม่ออกว่าจากนี้ไปเขาควรจะทำอะไรต่อดี  เพราะรู้สึกหมดกะจิตกะใจไปซะเฉยๆตั้งแต่เห็นฉากสะเทือนใจต่อเนื่องกันถึงสองครั้งสองคราในเนื้อหาของหนังแค่เรื่องเดียว     หากเป็นคนอื่นรับชมก็คงมีความรู้สึกเศร้าซึ้งสะเทือนอารมณ์ อินไปกับหลายๆฉากในหนังอยู่บ้าง   แต่กับสำหรับเขา .....คนที่เคยอยู่ในช่วงเวลานั้น   เคยผ่านประสบการณ์เลวร้ายเหล่านั้นมาแล้วด้วยตัวเอง  มันรู้สึกมากกว่านั้นหลายสิบหลายร้อยเท่านัก ภาพที่เห็นในหนังเป็นเสมือนกุญแจไขเปิดประตูความทรงจำในอดีตอันแสนเศร้าให้หวนระลึกถึงอีกครั้ง

ในสมองของชายหนุ่มตอนนี้เฝ้าคิดวนเวียนถึงแต่เรื่องเก่าๆ  และภาพใบหน้าของคนสองคนที่เขาไม่เคยลืม

บัคกี้..

เพ็คกี้..

คิดถึง  ...คิดถึงเหลือเกิน...

ร่างสูงทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาอีกครั้ง   สายตามองเหม่อไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย ห้องส่วนตัวสไตล์โมเดิร์นหรูหรากว้างขวางชั้นบนสุดบนสตาร์คทาวเวอร์ของโทนี่แลดูกว้างใหญ่ยิ่งขึ้นในวันที่เจ้าบ้านไม่อยู่ด้วย   พื้นที่โล่งบีบข่มให้ตัวผู้มาเยือนเช่นเขาดูเล็กลง  และเสริมแรงให้ความโดดเดี่ยวอ้างว้างมีมิติมากกว่าเดิม

คนทั่วไปในสมัยปัจจุบัน ยามไกลกันยังพอมีเหลือรูปถ่าย หรืออาจเป็นของดูต่างหน้าที่ระลึกของคนเหล่านั้นติดตัวเก็บไว้บ้าง  แต่สำหรับคนที่ข้ามเวลามายังอนาคตอีก 70 ปีข้างหน้าเช่นเขา ทุกคนในช่วงเวลาแห่งอดีตล้วนจากโลกนี้ไปจนหมดสิ้น ไม่มีทั้งคน ทั้งของดูต่างหน้าหลงเหลือเป็นรูปธรรมให้จับต้องได้อีก 

ช่วงเวลาในอดีต ผู้คนอาจเรียกมันว่า “ประวัติศาสตร์”

แต่ของตัวเขา มันคือ “ความหลัง”

สิ่งที่คงเหลือไว้ในตัวเขาตอนนี้มีเพียงภาพความสุข และความทรงจำอันงดงามของวันวานที่ยังสว่างไสวอยู่ในความรู้สึกทุกครั้งที่ได้คิดถึงเท่านั้น

ประกายสดใสในดวงตาสีฟ้าสวยเศร้าซึมและหม่นหมองลงอีกเมื่อนึกถึงความเป็นจริง

เขารู้เหมือนกับที่ทุกคนรู้ดี...

เวลา.. เป็นสิ่งที่เมื่อล่วงเลยผ่านแล้วไม่อาจหมุนย้อนคืนกลับไปได้

เพียงแต่ในเวลานี้ ชายหนุ่มกลับร่ำร้องอยู่ในใจว่าอยากขอโอกาสกลับไปแก้ไข... ไม่สิ แค่ขอกลับไปเอ่ยคำลา  และทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับสหายเก่าและหญิงสาวที่เคยหมายปองไว้อีกสักครั้ง จะได้ไม่ต้องมีสิ่งใดติดค้างในใจเหมือนทุกวันนี้อีก

ซึ่ง...มันเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว  และไม่มีวันจะเป็นไปได้เลย

ก็แค่ฝันกลางวันลมๆแล้งๆของผู้ชายเฉิ่มเชย หลงยุคคนหนึ่งกระมัง...

 ------------------------------------------------------------

บางครั้ง งานอดิเรกเก่าๆก็ช่วยบรรเทาความฟุ้งซ่านลงได้ชะงัดนัก...

ปลายดินสอไม้แท่งน้อยถูกบรรจงจรดลงบนกระดาษขาวแผ่นหนึ่งอย่างนุ่มนวลทว่ามั่นคง  สตีฟพกพาสมุดสเก็ตช์ภาพเล็กๆ พร้อมอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับวาดภาพติดไว้ในเป้ส่วนตัวเสมอ      ชายหนุ่มเลือกที่จะฆ่าเวลาด้วยการเริ่มลงมือสะบัดข้อมือ เปลี่ยนลายเส้นร่างดินสอเส้นแล้วเส้นเล่าให้ค่อยๆกลายเป็นรูปร่างอย่างแช่มช้อย  ทุกลายเส้นที่ลากผ่านล้วนออกมาจากความทรงจำทั้งสิ้น   หลายครั้งที่เขาหยุดทบทวนถึงภาพในสมอง แล้วต้องลบบางส่วนที่คิดว่าไม่ใช่ที่ต้องการออกไปบ้าง

การวาดภาพเหมือนของคนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะคนที่ไม่มีแม้กระทั่งรูปถ่ายเหลือไว้ให้ดูเป็นต้นแบบแล้ว จะมีก็แค่มโนภาพในหัวที่รับรู้ได้แต่เพียงผู้เดียว ช่วงเวลา 70 ปีที่ผ่านมาทำให้เขาลืมเลือนวิธีวาดภาพเหมือนไปมากจนต้องใช้เวลาเรียกทักษะกลับคืนมาไม่น้อย  แต่ไม่ว่าจะยากเย็นแค่ไหน เขาก็ยินดีจะทำ  ...ไม่มีเหตุผลใดจะมาอธิบายความต้องการวาดภาพคนในอดีตได้นอกเสียจากแค่อยากจะหาของดูต่างหน้าเก็บไว้กับตัวสักชิ้น

ชายหนุ่มลืมวันคืนไปชั่วคราว ลืมหิว ลืมกระทั่งเวลาอาหารกลางวันไปด้วย   สมาธิทั้งหมดจดจ่ออยู่แต่เพียงภาพวาดตรงหน้าอย่างแน่วแน่   มารู้ตัวอีกครั้งก็ตอนที่เหลือบมองนาฬิกาแล้วพบว่าเป็นเวลาบ่ายคล้อยเสียแล้ว แต่กระนั้นเจ้าตัวก็คิดว่าคุ้มค่า เมื่อผลงานของเขากำลังจะเสร็จสิ้น

ภาพวาดของชายหนึ่ง หญิงหนึ่งที่ปรากฎบนกระดาษขาวด้วยความอุตสาหะของตัวเองตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา ช่วยทำให้ความปลาบปลื้มยินดีเพิ่มพูนไปพร้อมๆกับความคิดถึงและโหยหาอดีตที่ไขว่คว้าคืนมาไม่ได้ ฟังดูขัดแย้งกันในตัวแต่เจ้าตัวก็ดูพึงพอใจที่ได้เห็นผลงานชิ้นสำคัญอยู่ในมือ

สตีฟมองรูปคนทั้งสองด้วยสายตาเปี่ยมรัก และบรรจงพับมันเก็บไว้ใส่กระเป๋าเงินอย่างดี

อย่างน้อย...บัคกี้ กับเพ็คกี้ก็กลับมาอยู่กับเขาแล้ว….

--------------------------------------------------------

โลกอนาคต... หรือที่จะเรียกให้ถูก คือโลกปัจจุบันณ เวลานี้ ยังมีอีกหลายสิ่งแปลกใหม่ที่เขายังคงไม่คุ้นเคยเท่าใด

สตีฟเลือกที่จะลงจากสตาร์คทาวเวอร์ ออกมาเดินเล่นด้านนอกปะปนไปกับผู้คนอย่างไร้จุดหมาย  ชายหนุ่มออกเดินเลียบไปตามริมถนนใหญ่ ผ่านย่านธุรกิจ ร้านค้าที่คึกคักจอแจ เต็มไปด้วยผู้คนที่ผ่านไปมา  ระยะเวลา 70 ปีที่เขาหลับใหลอยู่ใต้พื้นน้ำแข็งนั่น   โลกและอเมริกาหลังยุคสงครามโลกครั้งที่สองช่างดูเปลี่ยนแปลงไปมากมายเหลือเกิน

ตึกระฟ้าทั่วเมือง  บ้านเรือนที่ดูแปลกตา ผู้คนกับเครื่องแต่งกายสมัยนิยม  ยานพาหนะรูปทรงทันสมัย   พรั่งพร้อมไปเทคโนโลยีใหม่ๆที่เพิ่มความสะดวกสบายให้กับชีวิตคนในยุคนี้ ยังไม่รวมถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่ต่างออกไปแทบจะสิ้นเชิง   ทุกสิ่งล้วนรอให้เขาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อยู่ทั้งสิ้น

ด้วยรูปกายภายนอกที่สูงใหญ่แลดูสง่างามสมชายชาตรี กับดวงหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับนายแบบจากนิตยสารชื่อดังในยุคปัจจุบันของเขา    เป็นเหตุให้หญิงสาวหรือแม้แต่ชายหนุ่มหลายต่อหลายคนที่เดินผ่านต้องเผลอเหลียวหลังกลับไปมองด้วยความสะดุดตาเกือบทั้งสิ้น   เมื่อรู้สึกว่ากำลังถูกดวงตาหลายคู่จับจ้องมากขึ้นเรื่อยๆจนรู้สึกอึดอัด  ชายหนุ่มจึงเลือกที่จะหลบเลี่ยงจากการตกเป็นเป้าสายตาของผู้คน  เดินลัดเลาะเข้าตามซอกซอยเล็กๆที่มีคนบางตา ปลีกวิเวกหาความเป็นส่วนตัวอย่างที่ใจต้องการ

ซอยเล็กๆนั้นพาเขาลัดเลาะไปออกตรงหน้าสวนสาธารณะกว้างใหญ่โดยบังเอิญ สีเขียวของต้นไม้ใหญ่และพื้นหญ้าช่วยให้ชายหนุ่มรู้สึกสดชื่นขึ้น  ทว่ายังไม่ทันจะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศสบายๆตรงหน้า     สิ่งที่หางตาของเขาเหลือบไปเห็นชั่วแวบหนึ่งก็ทำให้ร่างสูงใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ หนุ่มสาวสองคนที่เดินมาด้วยกันในเมืองใหญ่อาจจะดูไม่มีอะไรแปลกประหลาด  แต่สำหรับสตีฟแล้วเขาแทบจะลืมหายใจไปชั่วขณะทีเดียว

เขาตาไม่ฝาดไปใช่ไหม? 

นั่นบัคกี้..กับเพ็คกี้!!

ต้องใช่แน่! พวกเขายังไม่ตาย!

ไวเท่าความคิด สตีฟตัดสินใจกลับหลังหันออกวิ่งตามไปหาผู้ที่คิดว่าเป็นสหายรักและคนรักเก่าในอดีตทั้งคู่ในทันควัน  ปากก็ตะโกนเรียกชื่อไปด้วย 

หนุ่มสาวทั้งสองหยุดเดิน แล้วหันกลับมามองเขาด้วยใบหน้าฉงน  นั่นทำให้สตีฟเห็นหน้าคนคู่นั้นชัดเจนว่าเป็นเพียงคนหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกัน  ไม่ใช่คนจากโลกอดีตที่เขากำลังคิดถึงเลย

“ขอโทษครับ...ผมจำคนผิด”  ชายหนุ่มค้อมศีรษะให้เป็นเชิงขอโทษก่อนจะรีบหันหลังเดินจากไปด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง

*********************************


อ่ะ...แบบว่า ขอตัดมาลงพาร์ทแรกกันก่อนนะจ๊ะ  ยังไม่จบง่ายๆหรอกเรื่องนี้ หุๆ

อ่านแล้วฝากเมนต์ติชมกันได้นะจ๊ะฮันหนีทั้งหลาย จุ๊บๆ

Comment

Comment:

Tweet


โทนี่อ่ะ อย่าปล่อยไห้กัปตันต้องเหงาสิคะั
#5 by yuyu At 2013-04-04 09:51,
อ่านแล้วน้ำตาไหล....
เพื่อนรักที่ไม่ได้ทันร่ำลา กับคนรักที่ไม่ได้ทำตามโฮฮฮฮ กัปตันนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน
#4 by Cap fangirl (103.7.57.18|192.168.5.179, 110.77.137.67) At 2012-10-04 20:53,
ฮืออออออออออ กะปิตันน่าสงสารมากกก เหงาหงอยขนาดนั้นป๋าก็ไม่อยู่ปลอบใจ อย่างนี้กลับมาปู่ต้องลงโทษซะให้เข็ด//ได้ข่าวจขบ.บอกว่าฟิกนี้เป็นนี่ตีฟ ฮาาาา
#3 by noirpoison At 2012-09-02 02:31,
โอ้....แคปโศกเกินไปแล้ว ไปให้โทนี่ย์ปลอบเถอะค่ะ  
//ปูเสื่อรอตอนถัดไป
#2 by blackfullmoon At 2012-09-02 00:18,
โฮกกกกกกกกกกกก มายแคปช่างน่าชงชารรร //โดนยิง
#1 by MCrepublic. At 2012-09-01 23:42,

nuinthelewen
View full profile