2012/Sep/04

ไม่รู้ยังมีคนตามอ่านมั้ย ฮาๆ รีบมาต่อตอนสองให้ละกันค่ะ
เขียนจบเรียบร้อย   เฮ  รู้สึกดีใจแฮะ  ตอนหน้าก็จบแล้ว^^
(งานเข้าพอดี ซิกๆ...)
 
-----------------------------------------------------
 
Part  1  จิ้ม
 

Daydream (Part 2)

The Avengers Fic (Tony/Steve)

Rate :  ...อ่านแล้วลองพิจารณาดูเองนะจ๊ะ หุๆ

อ้างอิงบางตอน จาก Captain America the 1st Avengers
 

เขาตาไม่ฝาดไปใช่ไหม? 

นั่นบัคกี้..กับเพ็คกี้!!

ต้องใช่แน่! พวกเขายังไม่ตาย!

ไวเท่าความคิด สตีฟตัดสินใจกลับหลังหันออกวิ่งตามไปหาผู้ที่คิดว่าเป็นสหายรักและคนรักเก่าในอดีตทั้งคู่ในทันควัน  ปากก็ตะโกนเรียกชื่อไปด้วย 

หนุ่มสาวทั้งสองหยุดเดิน แล้วหันกลับมามองเขาด้วยใบหน้าฉงน  นั่นทำให้สตีฟเห็นหน้าคนคู่นั้นชัดเจนว่าเป็นเพียงคนหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกัน  ไม่ใช่คนจากโลกอดีตที่เขากำลังคิดถึงเลย

“ขอโทษครับ...ผมจำคนผิด”  ชายหนุ่มค้อมศีรษะให้เป็นเชิงขอโทษก่อนจะรีบหันหลังเดินจากไปด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง

******************************

บ้าบอสิ้นดี...สตีฟเอ๋ย...
ชายหนุ่มรำพันกับตัวเองในใจด้วยความรู้สึกหลายอย่างปนเปกัน  ตลอดเวลาที่สาวเท้าก้าวเดินลิ่วๆออกไปอย่างไม่มีจุดหมาย    

มัวแต่คิดถึงเรื่องเก่าๆจนเผลอมองใครต่อใครเป็นสองคนนั้นไปเสียได้…

รู้อยู่แล้วว่าพวกเขาไม่มีวันกลับมา...ก็ยังเฝ้าหลอกตัวเอง เพ้อฝันอะไรไม่เข้าท่า

สองเท้าก้าวยาวๆไปข้างหน้าราวกับกำลังหนีความรู้สึกหดหู่ในใจตัวเอง   ช่วงที่ผ่านซอกตึกแคบๆแห่งหนึ่ง สายตาเจ้ากรรมที่ดีเกินกว่าเหตุก็ยังอุตส่าห์ไปเห็นเหตุทะเลาะวิวาทของกลุ่มวัยรุ่นในละแวกนั้นเข้าให้

ไม่ว่าจะ 70 ปีก่อน หรือ 70 ปีให้หลัง สิ่งหนึ่งที่โลกยังเหมือนเดิมคือ คนอ่อนแอก็ยังคงถูกรังแกจากพวกอันธพาลอยู่ดีหากไม่กล้าฮึดสู้      ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตัวเองแม้แต่น้อย  แต่คุณธรรมที่ยึดมั่นไว้อย่างแรงกล้าในใจมาตลอดก็ทำให้ชายหนุ่มต้องชะลอฝีเท้าลง และไปแอบหลบอยู่หลังเสาคอยมองดูเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดเผื่อว่าจะช่วยเหลืออะไรได้

ที่จริงควรจะเรียกว่าเป็นการรุมแบบหมาหมู่มากกว่า...  สตีฟคิดในใจ  แน่จริงมันควรจะตัวต่อตัวสิถึงจะถูก   เพราะภาพความอยุติธรรมที่เขาเห็นตรงหน้า คือชายหนุ่มร่างเล็ก ตัวผอมเกร็ง ผิวขาวซีดดูขี้โรค หน้าตา ท่าทางดูงกๆเงิ่นๆ   กำลังถูกชายตัวโตกว่าอีกสองคนตรงเข้าชกต่อยทำร้ายร่างกายอยู่เป็นพัลวัล  เจ้าเด็กคนนั้นพยายามสู้เต็มที่ ทั้งปัดป้อง และพยายามตอบโต้ รวมทั้งหยิบฉวยเอาอุปกรณ์ใกล้มือที่สุดอย่างฝาถังขยะแถวนั้นมากำบังตัวไว้ต่างโล่ห์กำบังกาย  แต่ก็ยังมิวายโดนอัดไปเสียหลายตุ้บ แถมยังโดนโยนกระเด็นไปติดข้างฝา น่วมไปทั้งตัว 

สตีฟเริ่มกำหมัดแน่น..

พละกำลังที่แข็งแกร่ง ย่อมควรมีไว้เพื่อปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า ไม่ใช่มีไว้เพื่อรังแกคนไม่มีทางสู้แบบนี้

เห็นทีเขาควรจะต้องออกโรงบ้างแล้ว...

เพียงแต่ดวงเจ้าหนูนี่คงยังไม่ถึงฆาต  และตัวเขาเองก็ไม่ต้องลงมือเองให้เหนื่อยแรงโดยใช่เหตุ เมื่อมีเด็กหนุ่มสูงเพรียวคนหนึ่งซึ่งคงจะเป็นฝ่ายเดียวกับคนถูกรังแก  วิ่งตามเข้ามาในตรอกพร้อมกับไม่พูดพล่ามทำเพลงใดๆทั้งสิ้น  มาถึงก็ปรี่เข้าต่อยหนึ่งในสองอันธพาลนั่นเสียเต็มหมัด แล้วหันไปเล่นงานคนที่เหลืออย่างว่องไวก่อนจะวิ่งไปทั้งดึงทั้งลากเจ้าหนูกุ้งแห้งที่ลงไปกลิ้งคลุกฝุ่นอยู่ที่พื้นให้หนีออกจากพื้นที่สุ่มเสี่ยงแห่งนี้ไปด้วยกันผ่านหน้าสตีฟไปแค่นิดเดียวเท่านั้น

ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่า  เพียงแค่ในช่วงเวลาไม่กี่นาทีที่ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า  ชายหนุ่มกลับนึกถึงเรื่องของตัวเองขึ้นมา

เจ้าหนูตัวเล็กผอมแห้งแรงน้อยจอมขี้โรคที่ถูกคนอื่นเอาเปรียบและคอยรังแกมาตลอด สู้ใครไม่เคยได้ก็คือตัวเขาเองนั่นแหละ   ส่วนไอ้การโดนรุมซ้อมในซอกตึกสกปรกแบบนี้เขาก็เคยโดนมาแล้ว ซึ่งหลายๆหนก็โชคดีที่ได้บัคกี้ช่วยไว้  และคอยปกป้องเขาจากพวกที่ชอบมาหาเรื่องอยู่เนืองๆ  จนในบางครั้งบัคกี้เองก็ต้องเจ็บตัวไปพร้อมกับเขาด้วยทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง

 ใช่...เขาใฝ่ฝันมาตลอดว่า สักวันจะมีร่างกายที่สูงใหญ่ แข็งแรง มีพละกำลังมากพอที่จะเป็นฝ่ายปกป้องเพื่อน ปกป้องคนสำคัญ และพิทักษ์ความยุติธรรมเอาไว้ให้ได้

วันนี้เขาโชคดีเกินกว่ามนุษย์คนใดที่ได้กลายเป็นกัปตันอเมริกาผู้แข็งแกร่ง   สมหวังตามตั้งใจแล้วทุกประการ

ทว่ากลับไม่เหลือใครให้ปกป้อง คุ้มครองอีกแล้ว….

***********************************

ชั่วเวลาไม่นานที่กัปตันหนุ่มรูปงามออกมาโลดแล่นอยู่กลางที่สาธารณะเพียงลำพัง  ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างรอบตัวเกิดขึ้นให้เขาคิดคำนึงถึงความหลังครั้งเก่ามากกว่าเดิมเสียอีก  มากเสียจนเขาตัดสินใจแล้วว่ากลับสตาร์คทาวเวอร์ไปตั้งหลักพักใจก่อนเป็นดีที่สุด       และก่อนที่จะหลงทางออกไปไกลยิ่งกว่านี้ชายหนุ่มก็ตัดสินใจควักเจ้า S-Pad (Stark Pad) รุ่นทดลองที่โทนี่ประกอบขึ้นให้เอาติดตัวไว้ลองใช้เผื่อเวลาคนแก่ย้อนยุคอย่างเขาหลงทางในเมืองใหญ่จะได้ไม่มีปัญหา 

    เจ้าเครื่องมือชิ้นนี้ทำหน้าที่ของมันได้ดีกว่าที่คาดมากนัก  จากหน้าจอเล็กๆบางเฉียบนั่น แทบจะบอกรายละเอียดกันทุกตรอกซอกซอย เป็นก้าวต่อก้าวให้เดินตามกันเลยทีเดียวจนชายหนุ่มนึกทึ่งเอามากๆกับเทคโนโลยีไฮเทคของโลกปัจจุบัน และความสามารถของมหาเศรษฐีนักประดิษฐ์ เพลย์บอย ผู้แสนใจบุญนามโทนี่ สตาร์คคนนั้น


ก่อนกลับสตีฟยังได้แวะร้านหนังสือร้านใหญ่แห่งหนึ่งที่เป็นทางผ่าน   ในอดีต งานอดิเรกอีกอย่างหนึ่งที่เขาโปรดปรานเสมอคือการอ่านหนังสือดีๆสักเล่ม    70 ปีผ่านไปความสนใจของเขาก็ยังคงเหมือนเดิม  เพียงแต่ครั้งนี้ชายหนุ่มผมทองตั้งใจเดินเข้าไปหาชั้นหนังสือในหมวดประวัติศาสตร์โดยเฉพาะ  สำหรับทหารเก่าเช่นเขา   หนังสือที่สนใจย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของสงคราม โดยเฉพาะในสมัยที่อเมริกาเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่สอง    เจ้าของดวงตาสีฟ้าใสเลือกหนังสือออกมาเปิดดูอยู่หลายเล่มด้วยความสนอกสนใจ ก่อนจะตกลงใจคว้าเอาหนังสือชื่อ “History of WW2” ติดมือกลับมาด้วยเล่มหนึ่ง   ด้วยความกระหายใคร่รู้ว่าประวัติศาสตร์จารึกช่วงเวลานั้นไว้ว่าอย่างไร และคนรุ่นใหม่รับรู้เหตุการณ์ในอดีตในแง่มุมแบบไหนบ้าง


สตีฟกลับมาถึงสตาร์คทาวเวอร์อีกครั้งในช่วงบ่ายแก่ๆ  ร่างสูงถือวิสาสะตอนที่เจ้าบ้านไม่อยู่ เอนกายลงนอนอ่านหนังสือในอิริยาบถสบายๆกับโซฟาตัวนุ่ม ...ตัวเดียวกับที่เขาก่อวีรกรรมไว้ตอนดูหนังพร้อมโทนี่เมื่อช่วงสายวันนี้นั่นแหละ


มือใหญ่ค่อยๆพลิกหน้าหนังสือไปทีละหน้า   ดวงตาสีสวยเริ่มกวาดตาไปยังบทเกริ่นนำที่กล่าวถึงจุดเริ่มต้นและความเป็นมาของสงครามโลกครั้งที่สองโดยคร่าวๆ....

“สงครามโลกครั้งที่สอง  หรือ WWII  เป็นความขัดแย้งทางทหารในระดับโลกตั้งแต่ค.ศ.1939-1945 ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเทศส่วนใหญ่ในโลก รวมทั้งรัฐมหาอำนาจทั้งหมด  ประเทศผู้ร่วมสงครามรวมตัวกันเป็นพันธมิตรทางทหารสองฝ่ายคู่สงคราม คือ ฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายอักษะ  ระหว่างสงครามมีการระดมทหารมากกว่า 100 ล้านนาย  ด้วยลักษณะของ “สงครามเบ็ดเสร็จ” ประเทศผู้ร่วมสงครามหลักได้ทุ่มเทขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ  อุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์เพื่อความพยายามของสงครามทั้งหมด โดยไม่เลือกว่าทรัพยากรนั้นจะเป็นของพลเรือนหรือทหาร   ประมาณกันว่าสงครามมีมูลค่าราว 1 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ   ด้วยประการทั้งปวง  สงครามโลกครั้งที่สองจึงนับว่าเป็นสงครามขนาดใหญ่ที่สุด  ใช้เงินทุนมากที่สุด และนองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษชาติ  ประเมินกันว่ามีผู้เสียชีวิตระหว่าง 40 ถึงมากกว่า 70 ล้านคน”


“โดยทั่วไปถือว่าสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มตั้งแต่การรุกรานโปแลนด์ของเยอรมนีในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ.1939  อันนำไปสู่การประกาศสงคราต่อเยอรมนีของฝรั่งเศสและประเทศส่วนใหญ่ในจักรวรรดิอังกฤษและเครือจักรภพ  ภายในหนึ่งปี เยอรมนีก็มีชัยเหนือยุโรปตะวันตกเกือบทั้งหมด  คงเหลือเพียงสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพที่ยังเป็นกำลังหลักต่อกรกับเยอรมนีทั้งที่เกาะบริเตน  แอฟริกาเหนือ และกลางแอตแลนติกเหนืออย่างยืดเยื้อ  ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1941   ฝ่ายอักษะรุกรานสหภาพโซเวียต  เปิดฉากเขตสงครามภาคพื้นดินที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสร์  ฝ่ายจักรวรรดิญี่ปุ่นซึ่งกำลังทำสงครามกับจีนมาตั้งแต่ค.ศ. 1937  ด้วยปรารถนาจะยึดครองเอเชียทั้งหมด  จึงฉวยโอกาสโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์และส่งทหารรุกรานหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขยายดินแดนออกไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว”


สงครามและความขัดแย้งไม่เคยให้อะไรกับใครทั้งนั้น ….


อ่านมาได้ถึงเท่านี้  สตีฟก็เริ่มรู้สึกว่าดวงตาทั้งสองข้างชักจะล้าลงทุกที  เป็นผลมาจากการนั่งเพ่งใช้สมาธิตอนวาดรูปเหมือนอยู่เป็นนานสองนานนั่นเอง   ตัวหนังสือมหาศาลที่เป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์อีกมากยังรอให้เขาอ่านมันอยู่อีกปึกใหญ่   แต่เนื้อหาในนั้นช่างหนักหน่วง และตึงเครียดไม่น้อยสำหรับคนที่เคยมีชิวิตอยู่ในสมัยนั้นเช่นเขา     ชายหนุ่มตัดสินใจปิดเปลือกตาลงช้าๆ พักผ่อนสายตาสักครู่ ผ่อนลมหายใจออกยาวขึ้น ปล่อยใจกายให้เป็นอิสระ ยุติทุกสิ่งทุกอย่างที่พรั่งพรูอยู่ในสมองลงชั่วคราว....

และนั่นก็ทำให้เขาเผลอวูบหลับไปอย่างง่ายดาย...

**************************************************

กัปตันหนุ่มสะดุ้งตื่นขึ้นมาเองอีกครั้ง  เขาเผลอหลับไป?  นานเท่าไหร่ไม่รู้

แต่น่าประหลาด ที่ลืมตาขึ้นมาแล้วพบว่าแสงสว่างรอบตัวกลายเป็นแสงสลัวมืดครึ้มเหมือนช่วงพลบค่ำ  เขาหลับยาวขนาดนี้เลยหรือนี่?

เมื่อตั้งสติได้   ก็เริ่มรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไม่ปกติเสียแล้ว

ครั้นเหลียวมองไปรอบๆก็ยิ่งประหลาดใจมากขึ้น ....

ที่นี่ไม่ใช่สตาร์คทาวเวอร์?? แล้วมันคือที่ไหน??

ในเวลานี้ตัวเขาเองเหมือนอยู่ในอุโมงค์แคบๆมืดสลัวแห่งหนึ่งที่มีทางออกอยู่ทางเดียวจากแสงสว่างที่ลอดเข้ามาเบื้องหน้า  

คำถามมากมายหลั่งไหลเข้ามาในใจ   ในเมื่อต้องการจะรู้คำตอบ  ร่างสูงจึงตัดสินใจออกเดินตรงไปหาแสงสว่างที่ส่องทางเข้ามาให้เขา ลำแสงนั้นสว่างขึ้นเรื่อยๆเมื่อใกล้ถึงปากอุโมงค์   จนท้ายที่สุดลำแสงที่สว่างเจิดจ้าราวแสงอาทิตย์ก็สาดส่องไปทั่วจนชายหนุ่มต้องยกมือทั้งสองขึ้นกำบังดวงตาเอาไว้

พอเปิดตาอีกครั้ง ถึงได้เห็นว่า เสื้อเชิ้ตตัวเก่าที่ใส่อยู่กับตัวมาทั้งวัน   กลายสภาพเป็นชุดเครื่องแบบทหารสีกากีเต็มยศแทน พร้อมๆกับที่พึ่งจะนึกออกว่าสถานที่ที่กำลังยืนอยู่ณ ตอนนี้ คือบาร์เหล้าแห่งหนึ่งที่เคยใช้ประชุมลับร่วมกับบรรดาเพื่อนทหารหาญอีกนับสิบนาย     ผู้คนเดินกันขวักไขว่ หลายคนกำลังชนแก้ว  ซดเบียร์  พูดคุยกันอย่างออกรส  ทว่ากลับไม่มีเสียงเล็ดรอดออกมาและไม่มีใครสนใจเขาเลย  ราวกับมองไม่เห็นชายหนุ่มตัวโตที่ยืนนิ่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์วางขวดเหล้าเสียอย่างนั้น

นี่มันเกิดอะไรขึ้น?  เขากลับมาที่นี่ได้อย่างไร?

“สตีฟ...”

น้ำเสียงของใครคนหนึ่งเรียกชื่อของชายหนุ่มขึ้นมาเบาๆ ซึ่งเท่านั้นก็เพียงพอแล้วที่จะดึงความสนใจทั้งหมดของผู้ที่ถูกเรียกชื่อไปได้   ชายหนุ่มร่างสูงเพรียวในชุดทหารสีกากีเช่นเดียวกับเขาเดินตรงเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า นั่นทำให้กัปตันหนุ่มถึงกับตัวเย็น  ชาวาบไปทั้งร่าง …

เพราะจำได้แม่นว่าเจ้าของเสียงเมื่อครู่เป็นเสียงของเจมส์ บาร์นส์  หรือบัคกี้...เพื่อนที่เขารักมากที่สุดนั่นเอง!

*******************************

เอาแล้วไง กิ๊กเก่าโผล่มาแล้ว จะสามเส้าหรือเปล่านะ หุๆ

อยากรู้เฉลยตอนจบนะจ๊ะ

Comment

Comment:

Tweet


แคปฝันไปใช่มั๊ยเนี่ย??
#3 by yuyu At 2013-04-04 09:56,
แฟนเก่าแคปโผล่มาแว้วววววว ตอนหน้าสามเส้าสินะ อรั๊ยยยย
คุณปุ๊กทำให้เค้าอยากเขียนบักกี้แคปขึ้นมาซะแล้วซี
#2 by noirpoison At 2012-09-05 23:50,
แคปเดินทางย้อนกาลเวลา หรือ แคปฝันเป็นตุเป็นตะอ่า
ตอนต่อไปอยู่ไหนนนนน????
#1 by blackfullmoon At 2012-09-04 21:44,

nuinthelewen
View full profile