2012/Sep/12

มาลงตอนจบแล้วจ้ะ หลังจากแก้ไปแก้มาอยู่หลายที่  55
 
(แอบเห็นเพจวิวเยอะนะ แต่คอมเมนต์น้อยจังเยยเรื่องนี้ คุณตีฟเศร้าไปเหรอ?)
 
//เอานิ้วจิ้มๆ
 
****************************************
Part  1  จิ้ม
 
Part  2  จิ้ม
 

Daydream (Part 3  END)

The Avengers Fic (Tony/Steve)

Rate :  ...อ่านแล้วลองพิจารณาดูเองนะจ๊ะ หุๆ

อ้างอิงบางตอน จาก Captain America the 1st Avengers
 

นี่มันเกิดอะไรขึ้น?  เขากลับมาที่นี่ได้อย่างไร?

“สตีฟ...”

น้ำเสียงของใครคนหนึ่งเรียกชื่อของชายหนุ่มขึ้นมาเบาๆ ซึ่งเท่านั้นก็เพียงพอแล้วที่จะดึงความสนใจทั้งหมดของผู้ที่ถูกเรียกชื่อไปได้   ชายหนุ่มร่างสูงเพรียวในชุดทหารสีกากีเช่นเดียวกับเขาเดินตรงเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า นั่นทำให้กัปตันหนุ่มถึงกับตัวเย็น  ชาวาบไปทั้งร่าง …

เพราะจำได้แม่นว่าเจ้าของเสียงเมื่อครู่เป็นเสียงของเจมส์ บาร์นส์  หรือบัคกี้...เพื่อนที่เขารักมากที่สุดนั่นเอง!

*******************

“บัคกี้...นั่นนายจริงๆใช่มั้ย?”

ชายหนุ่มไม่ยอมรอคำตอบอีกแล้ว  เขาโถมตัวเข้าไปกอดร่างของเพื่อนเอาไว้แน่น ไออุ่นจากตัวคนในอ้อมกอดยิ่งทำให้เจ้าตัวมั่นใจว่า คนตรงหน้ายังไม่ได้จากเขาไปไหนจริงๆ

“นายยังไม่ตาย... นายกลับมาหาชั้นแล้วใช่มั้ย?  ใช่มั้ย...บัคกี้”  ร่างสูงพร่ำพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ  เขาไม่อายที่จะหลั่งน้ำตาแห่งความยินดีออกมาให้เพื่อนเห็น

ร่างเล็กกว่าของเพื่อนหนุ่มกระชับวงแขนกอดตอบเขาแน่นๆคืนให้พร้อมกับลูบแผ่นหลังใหญ่ไปมาเหมือนอยากจะปลอบใจ

“ใจเย็นๆ สตีฟ.. แล้วฟังชั้นพูดให้ดีนะ  ชั้นมาในวันนี้เพื่อที่จะมาลา...”

“ลา? ....นายจะไปไหน??” น้ำเสียงของสตีฟฟังดูตื่นตระหนกปนสับสน  สหายเก่าขืนตัวออกจากอ้อมกอดของเพื่อนช้าๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปป้ายน้ำตาออกจากดวงตาสีฟ้าสวยคู่นั้นให้อย่างเบามือ

“นายก็รู้อยู่แล้ว... ว่าชั้นอยู่กับนายไม่ได้  อย่าหลอกตัวเองเลยนะสตีฟ  เวลาของชั้นมีเท่านี้จริงๆ”  คำตอบของบัคกี้เรียกสติของชายหนุ่มกลับมาอีกครั้ง   ที่จริงเขารับรู้อยู่เต็มอกว่าบัคกี้จากไปนานแล้ว  ต่อหน้าต่อตาตนเองจากความผิดพลาดในภารปฏิบัติกิจร่วมกันครั้งนั้น   

ถ้าเขาไม่เป็นคนดึงบัคกี้ให้เข้าร่วมภารกิจนี้ด้วย   บัคกี้ก็จะไม่ต้องตายอย่างโดดเดี่ยวในหุบเขาลึกนั่น

“...ทุกอย่างเป็นความผิดของชั้นคนเดียว...ชั้นไม่ควรลากนายเข้ามายุ่งเกี่ยวกับภารกิจนั่นด้วยเลย”  กัปตันหนุ่มพูดเสียงสั่นสะท้าน    หยดน้ำตาใสๆคลอเอ่อเต็มเบ้าก่อนจะร่วงพรูลงมาเป็นสายจากดวงตาสีท้องฟ้าเป็นคำรบสอง  แต่ทหารหนุ่มผู้เพื่อนกลับส่ายหน้า

“เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับนายเลยสักนิด   ชั้นเป็นคนตัดสินใจเอง  และถ้าจะให้พูดกันตามตรง  ชั้นก็ไม่ยอมให้เจ้าคนตัวเล็กจากบรูคลินต้องไปลุยเดี่ยวกับพวกชมิทซ์หรอกนะ”  แววตาจริงใจกับน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวของบัคกี้ยิ่งทำให้สตีฟซาบซึ้งในน้ำใจเพื่อนขึ้นอีกหลายเท่า   

ชายหนุ่มเคยคิดมาตลอดว่า ถึงแม้จะโชคร้ายที่เกิดมาแล้วต้องกลายเป็นกำพร้า ร่างกายไม่แข็งแรง ตัวเล็กแกร็น เป็นไอ้ขี้แพ้สู้ใครไม่ได้ แต่อย่างน้อยๆสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตสิ่งหนึ่งคือการมีคนอย่างบัคกี้คอยอยู่เคียงข้างมาตลอด

“แต่นายควรจะได้ขึ้นรับเหรียญกล้าหาญ เคียงข้างกับกัปตันอเมริกา...ร่วมต่อสู้ไปด้วยกันจนแก่เฒ่า   มันไม่ควรจะจบแบบนี้”

“สตีฟ...อย่าโทษตัวเองอีกเลย  จำไว้ว่าไม่ใช่ความผิดของนาย  เกิดเป็นลูกผู้ชายชั้นไม่เคยกลัวที่จะต้องสละชีพเพื่อชาติหรอกนะ   ...หรือนายจะเถียง ว่าตัวนายเองก็เลือกที่จะทำแบบชั้นเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?”  บัคกี้ย้อนถาม

กัปตันหนุ่มรูปงามเป็นฝ่ายเงียบไป   ใช่...บัคกี้พูดไม่ผิดหรอก   ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น ตัวเขาเองก็ตัดสินใจเลือกที่จะปักหัวเครื่องบินยักษ์พุ่งลงในผืนน้ำแข็งอันเยือกเย็น  ยอมสละชีพเพียงหนึ่งดีกว่ายอมให้ระเบิดขนาดยักษ์บนเครื่องมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองใหญ่และจะทำให้ต้องมีผู้บริสุทธิ์ตายอีกเป็นเบือ

ชีวิตเดียวแลกกับความปลอดภัยของชีวิตของผู้คนนับพันนับหมื่น เขาก็คิดว่ามันคุ้มกันแล้ว…

“ตัวใหญ่จนชั้นโอบไม่รอบแล้วยังขี้แยเหมือนสมัยเด็กๆไม่เปลี่ยนเลย”  บัคกี้เอ่ยสัพยอกด้วยรอยยิ้มน้อยๆแล้วเปลี่ยนมาจับบ่าทั้งสองข้างของคนตรงหน้าเอาไว้ “ชั้นไม่อยู่แล้วต่อไปนายต้องเข้มแข็งนะ  ตอนนี้นายคือกัปตันอเมริกา เป็นความหวังของประเทศชาติ ของอเมริกันชนทุกคน  คงต้องขอฝากอนาคตเอาไว้กับนายแล้วล่ะไอ้เพื่อนยาก”  สิ้นคำ  เพื่อนผู้จากไปเป็นฝ่ายดึงตัวร่างสูงไปกอดไว้อีกครั้ง

ความอบอุ่นนั้นเป็นสัญญาณเตือนว่า นี่คงจะเป็นอ้อมกอดอำลาจากบัคกี้แล้ว..

พักใหญ่  ร่างเพรียวสมส่วนก็ยอมปล่อยมือออก และถอยหลังห่างออกไปพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า

“ได้เวลาแล้ว  ชั้นต้องไปซะที  ก่อนไปขออะไรสักอย่างสิ  ช่วยส่งชั้นด้วยรอยยิ้มหน่อย  ชั้นไม่ชอบเห็นน้ำตาใคร...โดยเฉพาะของนาย”

ให้ยิ้ม...ทั้งที่ข้างในหัวใจกำลังร้องไห้ ช่างเป็นคำขอที่ทำยากเสียจริง แต่ถ้านั่นจะทำให้เพื่อนจากไปอย่างหมดห่วง แม้ต้องฝืนใจสตีฟก็บอกตัวเองว่าเขายินดีที่จะทำ

เรียวปากได้รูปคลี่ออกเป็นรอยยิ้มน้อยๆให้กับเพื่อนเป็นครั้งสุดท้าย

“ลาก่อน..สตีฟ  สักวันเราคงได้พบกัน”

“ชั้นจะรอวันนั้น บัคกี้...ชั้นจะคิดถึงนายตลอดไป”  เขาตะโกนไล่หลังไปก่อนที่ร่างที่ถอยห่างออกไปของบัคกี้จะค่อยๆเลือนลางลงทีละน้อย และจางหายไปราวกับอากาศธาตุในที่สุด

....ทิ้งให้คนที่เหลือยืนกำมือแน่น น้ำตาไหลพรากอย่างไม่อาจอดกลั้นไหวอีกต่อไป....

------------------------------------------------------

ดวงตาสีฟ้าใสพร่ามัวไปด้วยหยดน้ำตา จมอยู่กับความรู้สึกใจหาย จนมองไม่เห็นว่าบรรยากาศรอบกายกำลังเปลี่ยนไปอีกครั้ง...  จากความสงบเงียบท่ามกลางผู้คนมากมาย  กลับมีบทเพลงช้า ในท่วงทำนองแว่วหวานดังมาเข้าหูทีละน้อย

แม้จะอยู่ในอารมณ์เศร้าโศก แต่เมื่อหูได้ยินเสียงแปลกปลอมเข้ามา  สัญชาตญาณของการระวังภัยในตัวก็ถูกกระตุ้นให้ทำงานอีกครั้ง มือใหญ่ปาดน้ำตาออกจากดวงตาคู่งามทิ้งทันที ชายหนุ่มเหลียวมองไปรอบตัวด้วยความประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม..

เขาไม่ได้ยืนอยู่ในบาร์เหล้าเมื่อครู่นั่นแล้ว...แต่คราวนี้กลายมาเป็นฟลอร์เต้นรำไปเสียได้!

และยิ่งน่าอัศจรรย์ที่มีหญิงสาวแสนสวยนางหนึ่งยืนส่งยิ้มให้เขาอยู่กลางฟลอร์  แค่แวบแรกที่เห็นหน้าหล่อน  สตีฟก็จำได้ทันทีว่าหล่อนคือ จนท.เพ็คกี้ คาร์เตอร์ หญิงสาวที่เขาหลงรักตั้งแต่แรกพบคนนั้น

จะเพราะพระเจ้าเล่นตลกอะไรหรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้    ในเวลานี้เขารู้สึกอย่างเดียวว่านี่เป็นช่วงเวลาที่เขาโหยหามากที่สุดหนหนึ่งในชีวิตไปแล้ว

ร่างสูงใหญ่ล่ำสันของชายหนุ่มสืบเท้าก้าวยาวๆเพียงไม่กี่ก้าวก็ไปหยุดอยู่ตรงหน้าหล่อน  พึ่งได้เห็นเต็มตาว่าวันนี้เพ็คกี้ช่างดูสวยสง่า งดงาม น่าหลงใหลยิ่งกว่าทุกๆครั้งที่เคยเห็น  ด้วยดวงหน้าสวยคม ดวงตาสีเข้มขลับกลมโตเป็นประกาย พวงแก้มสีชมพูระเรื่อรับกับเรียวปากที่แต่งแต้มด้วยสีแดงชาด และเรือนร่างสูงระหงในชุดราตรีสีแดงสดขับให้ผิวขาวจัดดูโดดเด่นยิ่งขึ้น เพียงเท่านี้ก็ทำให้สตีฟยืนนิ่งงงงัน  จับจ้องหล่อนไม่วางตาราวกับโดนสะกดจิต

นานจนหญิงสาวต้องเอ่ยปากขึ้นมาว่า  “คุณมาสายนะคะ สตีฟ”

นั่นแหละ ถึงทำให้ชายหนุ่มร่างสูงได้สติอีกครั้ง  เขาไม่สนใจจะตั้งคำถามใดๆทั้งสิ้น ว่าคนที่จากกันไปเกินครึ่งศตวรรษเหตุใดจึงกลับมาอยู่ตรงหน้าเช่นนี้ได้ 

แค่เห็นว่าเพ็คกี้กลับมา หัวใจที่เศร้าโศกและหดหู่ก็กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาใหม่

“ผม...ผมขอโทษที่มาช้า   แต่ผมก็ไม่เคยลืมนัดของเรานะเพ็คกี้”   คำตอบที่ดูซื่อๆแต่จริงใจทำให้หญิงสาวยิ้มออกมาได้

“มาเถอะค่ะ...มาเต้นรำกัน”

“แต่..ผมยังเต้นไม่เป็น”

“ชั้นจะสอนให้เอง”

“หวังว่าผมคงไม่เหยียบเท้าคุณซะก่อนนะ”  เพ็คกี้ได้ฟังแล้วต้องแอบหันไปลอบยิ้มน้อยๆ

“แค่จังหวะวอลซ์ คุณทำได้แน่ค่ะสตีฟ  มั่นใจตัวเองหน่อยสิ” หล่อนว่า พลางเป็นฝ่ายดึงมือชายหนุ่มเข้าหาบั้นเอวคอดกิ่วของตน  ส่วนมือเรียวบางเปลี่ยนที่ขึ้นไปวางบนไหล่หนา แล้วกระซิบเบาๆ

“โอบเอวชั้นไว้แบบนี้นะคะ  เราจะค่อยๆเต้นไปพร้อมกัน”  สิ้นคำ   เสียงดนตรีไพเราะ นุ่มนวลก็ดังแว่วขึ้นมา นำพาให้สองร่างค่อยๆสืบเท้าก้าวไปช้าๆตามท่วงทำนองที่หลั่งไหลดังสายน้ำ  

กาลเวลาเหมือนหยุดหมุนไปชั่วคราว สตีฟไม่อาจละสายตาไปจากสาวงามตรงหน้าได้เลยจริงๆ ชายหนุ่มเหมือนตกอยู่ในภวังค์แห่งความหลงใหลอย่างยากที่จะถอนตัวขึ้น น้ำหอมกลิ่นกุหลาบหอมกรุ่นจากเรือนร่างบางที่ชิดใกล้ย้ำชัดว่าหญิงสาวที่เฝ้ารอมาตลอดมีตัวตนอยู่ตรงหน้าเขาแล้วจริงๆ   เติมเต็มหัวใจที่เคยว่างเปล่าให้เต็มตื้นด้วยความรักและความสุขเปี่ยมล้นเกินจะบรรยาย ร่างสูงปล่อยกายปล่อยใจให้เรื่อยไหลล่องลอยไปกับท่วงทำนองเนิบช้า หวานซึ้งสุดโรแมนติคท่ามกลางบรรยากาศแสนอบอุ่น

ทุกจังหวะที่โยกย้าย  เพ็คกี้เองก็จ้องมองแต่เพียงดวงหน้าหล่อเหลา คมสันดังเทพบุตรกรีกของชายหนุ่มผู้ได้ชื่อว่าเป็นกัปตันอเมริกาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสเน่หา  หัวใจของหญิงสาวเหมือนติดปีกโบยบินออกไปไกลสุดฟ้า   เธอไม่จำเป็นต้องสอนอะไรชายหนุ่มที่แลดูอ่อนหัดเมื่อครู่แม้แต่น้อย สตีฟกลายเป็นฝ่ายเต้นนำพาเธอเคลื่อนย้ายไปรอบฟลอร์อย่างนุ่มนวลด้วยความเชี่ยวชาญจนหญิงสาวรู้สึกแปลกใจเป็นกำลัง

“สตีฟ...ไหนคุณว่าคุณเต้นรำไม่เป็นไงล่ะ”

“ไม่รู้สิ....แค่เห็นหน้าคุณ ผมก็ทำได้ทุกอย่าง”

ช่างเป็นคำตอบที่น่ารักเหลือเกิน หญิงสาวยิ้มกว้างแล้วบรรจงซบหน้าลงกับแผ่นอกกว้างแนบแน่น

“เพ็คกี้...ผมคิดถึงคุณมาก”  น้ำเสียงนุ่มสั่นสะท้าน คู่มือใหญ่กระชับวงแขน โอบร่างของหญิงสาวให้แนบชิดตัวเขายิ่งกว่าเดิม นั่นทำให้หล่อนได้ยินเสียงหัวใจที่กำลังเต้นแรงอยู่ในอกของเขาอย่างชัดเจน

“ชั้นก็คิดถึงคุณค่ะ  สตีฟ...”

“ผมอยากอยู่กับคุณที่นี่แบบนี้ตลอดไป”  กัปตันหนุ่มบรรจงจุมพิตเบาๆที่หน้าผากหล่อนด้วยความรักและคิดถึงหมดหัวใจ

สองร่างยังคงเคลื่อนกายแช่มช้อย เชื่องช้าไปตามจังหวะบทเพลงอันไพเราะอยู่ครู่ใหญ่..

หากงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา...บทเพลงแสนหวานก็มีวันต้องสิ้นสุดลง

ใบหน้าแสนงามของหญิงสาวแลดูหม่นเศร้าลงยามที่เสียงดนตรีค่อยๆแผ่วเบา และเงียบลงไปในที่สุด สองมือเรียวบางประคองใบหน้าคมขำขึ้นมองให้ชัดด้วยความอาลัย

“สตีฟ    คุณรู้ใช่มั้ยคะ...ว่านี่เป็นได้แค่ความฝัน”

“หมายความว่ายังไง ผมไม่เข้าใจ”

“ชั้นแน่ใจว่าคุณเข้าใจดีอยู่แล้ว... เราเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้แล้วล่ะค่ะ สตีฟ” เพ็คกี้ปล่อยมือออก  ก้าวถอยหลังห่างออกไปช้าๆ  “กลับไปเถอะค่ะ...ยังมีใครอีกคนรอคุณอยู่”

“ไม่นะเพ็คกี้... เดี๋ยวสิ  จะให้ผมกลับไปไหน ? ที่นี่คือโลกของผม  โลกที่มีคุณอยู่ด้วยไงล่ะ”  เป็นอีกครั้งที่สตีฟรู้สึกใจหาย ไม่ต่างอะไรกับการต้องบอกลาบัคกี้ครั้งที่แล้ว

“นี่เป็นแค่อดีตของคุณเท่านั้น”  เธอยิ้มน้อยๆ “ดีใจจริงๆที่คุณมาตามนัดของเรา  วันนี้ชั้นมีความสุขมากเหลือเกิน  คุณไม่ต้องเก็บความรู้สึกผิดติดตัวเอาไว้อีกแล้วนะคะ เพราะคุณไม่ได้ผิดสัญญากับชั้นแล้ว”   ร่างเพรียวระหงในชุดราตรีสีแดงกุหลาบส่งยิ้มให้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะยิ่งถอยห่างออกไป  

กัปตันหนุ่มตั้งปณิธานในใจว่าจะไม่ยอมเสียเธอไปอีกคนเหมือนบัคกี้ เพื่อนรักเป็นอันขาด

“ผมไม่ยอมให้คุณไปหรอก!”  ร่างสูงถลันเข้าไปคว้าข้อมือหล่อนไว้แล้วดึงเข้าหาตัวเต็มแรง “อยู่กับผมนะเพ็คกี้...ผมรักคุณ  อย่าจากผมไปอีกคนเลย!”

*****************************************************

“เฮ้ย!!”

พลั่ก!

เสียงซัมติงหนักๆหล่นปะทะกัน  มันคงจะดีถ้ามีแค่เสียง แต่ความจริงนอกจากเสียงแล้วยังมีน้ำหนักอะไรบางอย่างที่ไม่น้อยกดทับลงตามลงมาด้วย 

“ โอ๊ย!!   ชั้นเจ็บนะเฟ้ย สตีฟ!!  ทำบ้าอะไรของนาย!(วะ)” เสียงร้องไม่เป็นภาษา ตามมาด้วยเสียงโอดครวญอีกชุดใหญ่ดังลั่นห้อง  ปลุกให้สตีฟ โรเจอร์ส.. กัปตันอเมริกาคนเก่งที่หลับคาโซฟาสะดุ้งตื่นลืมตาโพลงด้วยท่าทีงุนงง ทั้งที่แพขนตายังเปียกชื้นไปด้วยคราบน้ำตา

อะไรก็คงไม่ร้ายเท่าภาพที่เขาเห็นอยู่ตอนนี้...

โทนี่คร่อมทับอยู่บนตัวเขา  หน้าอยู่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งศอก  (คงเป็นเพราะเอามือยันโซฟาไว้ทัน ไม่เช่นนั้นคงได้มีหัวโขกกันไปแล้ว)   เจ้าตัวทำหน้าตาบอกบุญไม่รับ... ข้อมือขวาของคุณเจ้าบ้านโดนมือของเขาเองบีบกำไว้แน่น  อนุมานได้จากสิ่งที่เห็นว่า.. โทนี่คงจะเดินเข้ามาดูตอนที่ตนเองหลับอยู่ แล้วเขาดันละเมอ หรือฝันไปว่ากำลังจะฉุดรั้งใครสักคนเอาไว้  จึงกลายเป็นเผลอไปดึงเอามือโทนี่ผู้โชคร้ายเข้าหาตัวอย่างจัง

มิน่าเล่าถึงได้รู้สึกเหมือนมีอะไรหนักๆหล่นทับตัวเมื่อกี้...

“ฝันร้ายรึไงคุณปู่”  โทนี่ทำเสียงดุๆ “เห็นร้องตะโกนซะเสียงดังยังกับไล่ตามใครอยู่”

ไล่ตามใครอยู่...?

คำพูดของโทนี่ ทำให้ภาพในสมองอันเลือนลางเมื่อครู่ผุดขึ้นมาอีกครั้ง

เพ็คกี้... บัคกี้..

ความฝัน..?

ทั้งหมดที่เห็น ทุกความรู้สึก ทุกสัมผัส ทุกถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ย  แค่ฝันไปหรอกหรือ...

“ไม่ครับ...เป็นฝันดีต่างหาก  ฝันดีมากๆเลยล่ะ..” ชายหนุ่มพูดออกมาได้เพียงแค่นี้ก็รู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรขึ้นมาจุกที่คอจนพูดต่อไม่ออก   หลายความรู้สึกในอกผสมปนเปกันอีกแล้ว  สตีฟยกมืออีกข้างขึ้นปิดหน้า เพราะไม่อยากให้ใครเห็นสิ่งที่กำลังไหลหยดออกมาจากดวงตาสีฟ้า และไหลท่วมใจเขาอีกเป็นครั้งที่ไม่รู้เท่าไหร่    

 “แต่ทั้งที่เป็นฝันดี... ทำไมน้ำตาถึงต้องไหลด้วย..”

โทนี่เป็นฝ่ายนิ่งเงียบไปบ้าง ก่อนที่จะตัดสินใจพูดอะไรสักอย่างออกมา

 “บางอย่าง..อาจไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลก็ได้นะ”

โทนี่จงใจดึงมือข้างนั้นออกจากใบหน้าหล่อเหลา  ถึงได้เห็นว่ามีหยาดน้ำใสๆจากดวงตาสีฟ้าไหลผ่านร่องแก้มและหางตาของกัปตันหนุ่มออกมาเป็นทางยาว   ปกติไม่เคยเห็นสตีฟเป